ส่องศึกเลือกตั้ง 50 ส.ก. เกมชิงคุม‘สภา กทม.’

25.06.26 | 12:09 น.

ส่องศึกเลือกตั้ง 50 ส.ก.
เกมชิงคุม‘สภา กทม.’

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 18 และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ที่คนกรุงเทพฯจะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้บริหารมหานครและ ส.ก. ห้วง 4 ปีนับจากนี้

ในวันที่ 28 มิถุนายน ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตร 2 ใบ ได้แก่ บัตรสีเขียว (เลือกผู้ว่าฯ) และบัตรสีชมพู (เลือก ส.ก.)

กระแสความนิยมทางการเมืองนับตั้งแต่โค้งแรก จนเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนกาบัตร ผ่านการหาเสียงและผลการหยั่งเสียง ในส่วนของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ที่ยื่นสมัครทั้ง 18 คน มีทั้งสังกัดพรรคและผู้สมัครอิสระ เต็งหนึ่งยังเป็น “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 9 แบบอิสระ คว้าคะแนนนิยมทิ้งห่างผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.คนอื่นๆ แม้จะมีกระแสการตรวจสอบกรณีระบอบอากง เข้ามาลดทอนคะแนนนิยม

แต่ยังไม่สามารถดึงคะแนนนิยมของ “ชัชชาติ” ให้ลดลงถึงขนาดที่คู่แข่งจะพลิกเกมชนะการเลือกตั้งได้ หากไม่มีปัจจัยที่ใหญ่ถึงขนาดพลิกคะแนนได้ชั่วข้ามคืน ผู้ว่าฯกทม.คนที่ 18 คงไม่พ้นชื่อ “ชัชชาติ”

Advertisement

ที่หลายฝ่ายจับตา คือ การศึกเลือกตั้ง ส.ก.ทั้ง 50 เขต มีได้-เสียต่อทางการเมือง กทม. ซึ่งมีผู้สมัคร ส.ก. ทั้งแบบสังกัดพรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ กับผู้สมัครแบบอิสระ อาทิ กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว กลุ่มคนทำงาน ทีม Better Bangkok แต่ที่นักวิเคราะห์การเมืองโฟกัสผลการเลือกตั้ง คือ การชิงชัย ส.ก. ระหว่างพรรค ปชน.กับกลุ่มคนทำงาน

โดยผู้สมัคร ส.ก. พรรค ปชน. ส่งผู้สมัครลงครบทุกเขต ชูสโลแกนการทำงานเชิงรุก มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ชูแคมเปญ “ทีมเมืองฟ้าอมร” ผลักดันนโยบาย Smart City และสวัสดิการ กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชูนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงและทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่พรรคเศรษฐกิจชูการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการบริหารจัดการเมือง ส่วนผู้สมัครกลุ่มอิสระ อย่างทีมคนทำงาน ชูแคมเปญ “คนทำงาน ทำกรุงเทพฯ ให้เป็นไปได้” อาศัยจุดแข็งความเป็นอิสระเช่นเดียวกับ “ชัชชาติ” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แบบอิสระ

แม้คะแนนนิยมผ่านการหยั่งเสียง ผู้สมัคร ส.ก.จากกลุ่มอิสระ ยังมีแต้มเหนือกว่าผู้สมัคร ส.ก.ที่สังกัดพรรค แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย พรรค ปชน.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ครองเก้าอี้ ส.ส.ได้ยก กทม.ทั้ง 33 ที่นั่ง แกนนำพรรค ปชน.เดินหน้าหาเสียงชูยุทธศาสตร์เลือก ส.ก. พรรค ปชน. เข้าไปตรวจสอบการบริหารงานของผู้ว่าฯกทม.

อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ส่งสัญญาณผ่านเวทีปราศรัยช่วย “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. และผู้สมัคร ส.ก. พรรค ปชน. ว่า อยากเชิญชวนให้ชาวกรุงเทพฯกาเพื่อเปลี่ยนอีกครั้ง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครมีศักยภาพ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย มีเงินสะสม แต่อย่าลืมว่าท้องถิ่นไม่สามารถทำงบประมาณขาดดุลได้ เป็นข้อจำกัดของท้องถิ่นในประเทศไทย

ขณะที่ท้องถิ่นในต่างประเทศสามารถฝันใหญ่กว่านี้ และสามารถทะเยอทะยานที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น หรือแม้แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่างๆ ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากเรามีฝันใหญ่ร่วมกัน แล้วมาปลดล็อกข้อจำกัดของกรุงเทพมหานคร ที่วันนี้ต่อให้จะมีงบประมาณปีละแสนล้านบาท แต่อำนาจจำกัดจำเขี่ยอยู่ หากเทียบกับหัวเมืองที่พัฒนาแล้วในประเทศที่เจริญแล้ว

หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุด้วยว่า ดังนั้น ส.ส.พรรคประชาชนจึงพยายามผลักดัน พ.ร.บ.กทม.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะมองว่าท้องถิ่นในประเทศไทยในปัจจุบันยังถูกกดทับและยังถูกรวมศูนย์อยู่ เพื่อทำให้ท้องถิ่นสามารถจะฝันใหญ่ได้ คำถามที่สำคัญคือ ส.ก.เปรียบเสมือนเป็นคนดูแลกระเป๋าสตางค์ของผู้ว่าฯ

งบประมาณปีละแสนล้านบาท หากผู้ว่าฯฝันใหญ่อยากทำระบบระบายน้ำ งบประมาณเป็นพันหรือหมื่นล้านบาท เพื่อทำอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่หรือทำโปรเจ็กต์อะไรก็ว่าไป แต่สุดท้ายจะโครงการต้องไปเข้าข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีของ กทม. ถามว่าใครเป็นคนอนุมัติ ส.ก.เป็นคนอนุมัติ ขอเชื่อมั่นว่า ส.ก.ของพรรคประชาชนทั้ง 50 คน 50 เขต ทุกคนมาด้วยเจตจำนงเดียวกัน

หากพี่น้องอยากได้ ส.ก.ในสภา กทม.ที่ทำงานเหมือน น.ส.รักชนก ศรีนอก นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เหมือนกับเพื่อน ส.ส.อีกหลายคน ย้ำว่า ตนเชื่อว่าเพื่อน ส.ก.มีเจตจำนงเดียวกัน พิจารณางบประมาณ กทม.แบบโปร่งใสตรงไปตรงมาแน่นอน

แต่ปัจจัยและอุปสรรค ที่ผู้สมัคร ส.ก.ทุกฝ่ายยังต้องลุ้น คือ จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หากย้อนดูสถิติการใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก. ในปี 2565 พบว่าชาว กทม.ออกมาใช้สิทธิเพียง 60.73%

โดยพรรคเพื่อไทยคว้าไป 20 ที่นั่ง พรรคก้าวไกล 14 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 9 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย 2 ที่นั่ง กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 2 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 2 ที่นั่ง และผู้สมัครอิสระ 1 ที่นั่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้จำเป็นต้องลุ้นให้ ชาว กทม.ออกมาใช้สิทธิกันมากๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้สมัคร ส.ก.ที่สังกัดพรรค หวังกระแสผ่านจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการชี้ขาดผล แพ้-ชนะ

เพราะหากมีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยผู้สมัคร ส.ก.ที่หวังกระแสสนับสนุน จะเสียเปรียบกลุ่มผู้สมัคร ส.ก. ที่มีคะแนนจัดตั้งในพื้นที่สนับสนุนตัวเองที่แน่นอน อยู่ระดับ 8,000-10,000 คะแนน

ย่อมมีโอกาสเข้าป้ายคว้าที่นั่ง เข้าไปลุ้นรวมเป็น ส.ส.เสียงข้างมากกุมอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติของสภา กทม.ได้อย่างไม่ยาก

โดยเฉพาะอำนาจการพิจารณางบประมาณของ กทม. ในระดับแตะหนึ่งแสนล้านบาท การพิจารณาข้อบัญญัติของ กทม. การตั้งกระทู้ถาม การตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารของผู้ว่าฯกทม. คนที่ 18 ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหาร ที่จะเข้มข้นในอีก 4 ปี นับจากนี้