เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ตลาดนัดเมืองไทยภัทร เขตห้วยขวาง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” อาทิ นายวิศณุ ทรัพย์สมพล นางสาวทวิดา กมลเวชช นายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้บริหารด้านความยั่งยืนฯ กทม. นายเอกวรัญญู อัมระปาล อดีตโฆษกกรุงเทพมหานคร และ นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือแสนดี บุตรชายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงพื้นที่หาเสียง พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงแผนการลงพื้นที่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพมหานครออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้
ในตอนหนึ่ง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหลืออีก 2 วันสุดท้ายการหาเสียงที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นอย่างไร
นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องขอบคุณทีมมาก ตนว่าเป็นการหาเสียงที่สร้างสรรค์ เพราะว่าเราเน้น 3 เรื่อง การหาเสียงก็คือคิดใหม่ อย่าไปคิดแบบเดิม คิดแบบเดิมแล้วมันก็ได้แต่ของเดิมๆ
“คิดใหม่ เช่น เราไม่มีป้ายหาเสียงเลย ทำให้เราประหยัด และไม่ไม่เกะกะกับสิ่งแวดล้อม และสามารถมีเรื่องสร้างสรรค์ เช่น มีศิลปินมาช่วยเราได้เยอะ
อันที่ 2 คือต้องสนุก เพราะฉะนั้นน้องทุกคนก็ปล่อยของเต็มที่ อย่างเมื่อคืนก็นั่งวางแผนกันว่า สุดท้ายจะทำอย่างไร ให้ทุกคนสนุกไปด้วย
เพราะว่าพอเราสนุก เราจะเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ เยอะขึ้น ถ้ามาด้วยความเคร่งเครียด ทะเลาะกันด่ากัน ทุกคนจะไม่ได้อยากฟังสิ่งใหม่ๆ แล้วพอเราสนุก คนจะเปิดรับไอเดียใหม่ๆ
สุดท้ายคือต้องสเกล คำว่าสเกลคือว่าให้ทำน้อยได้เยอะ ผมว่าปัจจุบันเทคโนโลยี โซเชียลมีเดียมันเยอะ เราติดป้าย ไม่ต้องติดป้าย 1000 แผ่น เราติดป้ายแผ่นเดียว แต่ถ้าป้ายนี้มันมีความสร้างสรรค์ มีครีเอทีฟ มันสามารถเผยแพร่เป็นล้านวิว ตามโซเชียลมีเดียได้ ” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ตนว่าเทคโนโลยีต้องนำมาใช้ทำอย่างไร ทำให้น้อย เราฉายป้ายตามถนนบิลบอร์ด 15 วินาทีเอง แต่คนถ่ายแล้วไปขยายผล ออกเป็นโซเชียลมีเดียเห็นว่าคลิปที่ออกไป คนดู 2-3 ล้านวิว โดยใช้งบประมาณน้อยมาก
“ผมว่านี่คือหัวใจของการทำงานด้วยว่าอนาคตต้องเข้าใจโลกใหม่ เข้าใจเทคโนโลยี และทำน้อยเพื่อให้ได้เยอะ ผมว่าทีมงานทำได้ดี ผมไม่ได้เป็นคนทำ ทีมงานเก่งมาก แล้วก็มาจากหลายสาย เพราะทุกคนอยากจะเห็นเมืองที่ดีขึ้น ก็มาช่วยกันสร้างงานครีเอทีฟกัน” นายชัชชาติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ให้คะแนนตัวเองกับทีมเท่าไหร่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนว่าให้ทีมแล้วกัน ให้ทีม 8 คะแนน ทำได้ดีแล้วเราก็สนุก ทุกคนสนุกจนนาทีสุดท้าย แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีสนุกอีก อีกสองคะแนนถ้าเกิดเต็มเลยมันก็จะไม่มีช่องว่าง ให้ปรับปรุงมันต้องมีเหลือให้ไปปรับปรุงในอนาคตต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดในช่วง 4 ปีคือเรื่องอะไรและจะแก้ปัญหาอย่างไร
นายชัชชาติ ตอบว่า ไม่ได้เรียกว่าล้มเหลว แต่คือเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ตนคิดว่าเรื่องที่ทำไม่เสร็จ คือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป
“ผมดีใจมากที่แคมเปญนี้เป็นเรื่องที่คนพูดเยอะ ผมเชื่อว่าเราทำมาได้ดีมากแล้ว ที่ผ่านมาอย่างที่องค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น ให้เรทเรา8 ไม่น่าเชื่อ และรายชื่อ 26 หน่วยงานที่มีความไม่โปร่งใส เราไม่อยู่ในนั้น เชื่อว่าเราทำมาถูกทาง แต่ก็ต้องทำต่อไป ตรงนี้เป็นหัวใจของประเทศด้วย

เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าเมืองมันคือตลาดแรงงาน เราต้องพยายามทำเศรษฐกิจให้ใหญ่ที่สุด อย่างตรงจุดนี้มันคือเศรษฐกิจ แล้วตัวนี้เป็นเศรษฐกิจ 2 วงจร เศรษฐกิจใหญ่คือบริษัทที่อยู่ในตึก แล้วเป็นcorporateใหญ่ซึ่งมี 8,000 บริษัท ก็ขยายให้เขาใหญ่ขึ้น สร้างงานมากขึ้น แล้วพวกพนักงานบริษัทก็จะมาสนับสนุนเศรษฐกิจย่อย ซึ่งอยู่ในร้านพวกนี้ อีก 550,000 ราย” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจของเมืองมันต้องไปด้วยกัน 2 ระบบ คือระบบใหญ่ ถ้าเมืองต้องมีคุณภาพชีวิต มีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพ ดึงนักลงทุน ขยายกิจการจ้างงานคนเพิ่ม แล้วคนจ้างงานที่เพิ่มก็จะมาสนับสนุนธุรกิจแม่ค้า ตามร้านต่าง ๆ ทำให้ 2 อย่างไปกันได้
“ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจใหญ่โต สุดท้ายตลาดล่างจะฆ่ากันเอง ร้านกาแฟ กินกันเองเพราะว่ามันคือกลุ่มลูกค้าเดิม ผมว่าเศรษฐกิจเมืองต้องขยายทั้ง 2 ส่วน คือเศรษฐกิจใหญ่แล้วก็เศรษฐกิจย่อย หน้าที่ กทม. คือต้องทำให้เมืองนี้มันมีคุณภาพที่ดี มีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักลงทุนอยากจะลงทุนอยากจะขยายกิจการ” นายชัชชาติ กล่าว





