unlockbangkok : ปากท้องต้องแก้ เศรษฐกิจเมืองต้องพัฒนา โจทย์ใหญ่ต้อนรับ ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่

28.06.26 | 12:27 น.

ู้ผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าใครได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ 

ขั้นตอนต่อไปคือรอการรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

หลากปัญหาของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ รอให้พ่อเมืองพร้อมทีมงานเข้าแก้ไขและพัฒนา 

ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของปมปัญหาที่กว่าจะสะสางย่อมไม่ง่าย 

หนึ่งในแนวนโยบายสำคัญที่ผู้สมัครทุกคนหยิบมาชู ทั้งผู้ชนะและแพ้พ่าย คือ ยุทธศาสตร์ด้าน ‘เศรษฐกิจ’ 

Advertisement

แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เชื่อว่า กรุงเทพฯดีกว่าเดิมได้อีก หากผู้ว่าฯคนใหม่ มีคุณสมบัติ 3E ได้แก่ 

“Empathy” ความเข้าอกเข้าใจความต้องการและสภาพปัญหาคนกรุงเทพฯอย่างแท้จริง 

“Enhancement” การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ให้กรุงเทพฯดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมียุทธศาสตร์ที่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม หรือการมีนวัตกรรมเชิงนโยบายที่สร้างผล
กระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม 

“Empowerment” การกระจายอำนาจ กระจายโอกาส ส่งเสริมแรงพลังบวกให้การมีส่วนร่วมกับพลเมืองกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครชุดใหม่ ที่จะเข้าไปกำหนดนโยบาย มาตรการ โครงการต่างๆ การบริหารจัดการเมืองหลวงของประเทศไทย ต้อง “ร่วมมือกันทำงาน” และ “ร่วมแก้ไขข้อบกพร่อง” รวมทั้ง “ร่วมสร้างโอกาสให้คนกรุง” พลิกวิกฤตสร้างจุดเปลี่ยนให้เป็นโอกาสของการยกระดับสู่ “มหานครแห่งความยั่งยืน” 

แสงชัยแนะต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยชี้เป้าให้สร้าง “Bangkok 3E” คือ

1.‘Economy’ การยกระดับเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร

ในการสร้างความเข้มแข็งเอสเอ็มอี 544,821 รายสู่ความยั่งยืน แบ่งเป็นนิติบุคคล 330,713 ราย บุคคลธรรมดา 213,930 ราย และวิสาหกิจชุมชน 178 ราย (ฐานข้อมูลของ สสว.2568) ซึ่งเอสเอ็มอีประเภทบุคคลธรรมดาจำนวนสูงกว่านี้มาก โดยเอสเอ็มอีกรุงเทพฯจ้างงาน 3,593,449 ราย

“ทุนค้าขายคนกรุง” ด้วย “กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” สำหรับกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอีและแรงงานเพื่อได้รับแหล่งทุน Soft loan ในระบบสถาบันการเงินและแก้ปัญหาแหล่งทุนนอกระบบในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับกลไกการพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานที่เข้าถึงฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยการเชื่อมโยงความร่วมมือหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันพัฒนาอย่างเป็นระบบ ยกระดับ “สำนักพัฒนาสังคม” สู่ “สำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”

“จากฟาร์มสู่ร้านอาหาร กทม.” ยกระดับ Farm to table platform ของ NECTEC สวทช.ที่จัดเมนูอาหารในโรงเรียนและเชื่อมคลังข้อมูลเกษตรกรสู่อาหารนักเรียนในโรงเรียน ด้วยการยกระดับนำไปใช้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคารต่างๆ ในการส่งเสริมการลดต้นทุน ช่วยให้ระบบนิเวศร้านอาหาร รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านยกระดับสุขอนามัยห้องน้ำในสถานประกอบการร้านอาหารสู่มาตรฐานห้องน้ำห้าง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสุขอนามัยที่ดี ซึ่งมีร้านอาหารในกรุงเทพฯจำนวน 47,418 ราย

“สมาร์ทโชห่วย กทม.” ยกระดับร้านค้าปลีกหรือโชห่วยรายย่อย ร้านค้าชุมชนสู่ “ร้านโชห่วยอัจฉริยะ” การใช้ระบบ POS การใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ Inventory การใช้ AI ส่งเสริมการขายเพื่อการบริหารจัดการระบบการขาย การตลาดและคลังสินค้าในร้านอย่างเหมาะสมซึ่งมีร้านขายของชำในกรุงเทพฯจำนวน 24,422 ราย

“ท้องถิ่นสู่สากล” ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกรุงเทพ มหานครให้ยกระดับจากท้องถิ่นสู่สากล “Local to Global” ด้วยการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้า บริการ ความสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมมาขยายผล การสร้างแบรนด์และตลาดเชิงรุกเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

แสงชัยชี้เป้าแบบรัวๆ หากทำได้จริง เศรษฐกิจเมืองกรุงปังแน่! 

คนสำคัญในแวดวงธุรกิจอีกรายที่ขอให้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ ‘สร้างตำนาน’ คือ สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร โดยระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นวันนี้คืออากาศที่ดีขึ้น จะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯมีอากาศที่ดี เพราะ กทม.สนับสนุนให้คนขี่จักรยาน ให้คนออกกำลังกาย แต่สิ่งที่สูดเข้าไปคือมลพิษ 

“ยกตัวอย่างนะ ใจกลางเมือง ในรัศมี 5 กม. ควรจะเป็นรถอีวีเท่านั้นที่เข้าไปได้ ไม่มีรถใช้น้ำมันที่เป็นมลภาวะ 

แน่นอนต้องมีคนด่า คนชอบก็มี คนไม่ชอบก็มี แต่ถ้าทำแล้วมันดีกับคนที่ไปออกกำลังกาย เสียงด่า มันด่าไปเรื่อยๆ แต่เสียงชมก็จะมาเรื่อยๆ จะทำอย่างไรให้เป็นหนึ่งในโมเดล แล้วค่อยๆ ขยาย ผมว่ามันเป็นไปได้ 

ถ้าคุณเอาเขตเล็กๆ เขตหนึ่งเป็นโมเดลปลอดมลพิษ พอคนใช้รถอีวี เวลาเราเข้าไป โอโห! รู้สึกมลภาวะมันไม่มี เราอยากจะมาทำเขตของเราไหม มันก็จะค่อยๆ ไปทีละขั้น แต่เรายังไม่มีโมเดลนี้เลย ทำไมเราทำไม่ได้ 

ผมเป็นคนกรุง ต้องการอากาศบริสุทธิ์ ต้องการออกกำลังกาย ผมอยากจะไปวิ่งสวนลุม แต่รอบๆ บริเวณสวนลุม รถติด ควันทั้งนั้นเลย มันไม่ใช่ กรุงเทพฯเป็น 1 ใน 5 ของเมืองน่าเที่ยว นักท่องเที่ยวมาเยอะมาก ทำไมเราไม่ใช้โอกาสตรงนั้นทำให้มันดีขึ้น” นายกถนนข้าวสารฝากถึงผู้ว่าฯคนใหม่ โดยเริ่มที่แง่มุมคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม 

ก่อนเข้าสู่ประเด็นกฎหมาย อย่าง ‘พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528’ หรือ พ.ร.บ.กทม. ฉบับที่ใช้มาแล้ว 40 ปี และยังใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยหลายฝ่ายพยายามผลักดันแก้ไข เพราะมองว่า ‘ล้าหลัง’ ไปแล้ว 

แน่นอนว่า สง่าพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง 

“มันล้าหลังจริงๆ เราเองก็พยายามสู้กับกฎหมายต่างๆ ที่มันล้าหลัง ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตสถานบริการ โอ้โห! คุณห้ามขายสุราตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น ออกมาตั้งแต่ 30-40 ปี เพราะข้าราชการกินข้าวเที่ยงแล้วไม่ยอมกลับเข้าไปทำงาน มันใช่เหตุผลหรือ ที่จะห้ามขายบ่าย 2 ถึง 5 โมง แล้ว 5 โมงเย็นมาขายใหม่ ตรรกะอยู่ตรงไหน เราพยายามไฝว้มาตลอด 

กฎหมายอะไรที่ล้าหลัง ก็ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว ใบอนุญาตต่างๆ ถ้าคุณจะเปิดร้านอาหารสัก 1 ร้าน ต้องวิ่งไปไม่รู้กี่ทบวงกรม 1.ใบอนุญาตขายอาหาร สะสมอาหาร 2.ใบอนุญาตเปิดกิจการ ขายเหล้าก็ต้องไปอีกที่หนึ่ง บุหรี่อีก โอ้โห! ไม่รู้กี่ที่ 

เรื่องวันสต๊อป เราพูดกันมานาน แล้ววันนี้ไปถึงไหนกันแล้ว คุณต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ กฎหมายที่ล้าหลัง แก้ซะ ให้ทำงานได้ง่าย”  

แม้สุดท้าย อำนาจอยู่ที่ ‘สภาใหญ่’ แต่ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน การเดินทางไปถึงคงไม่ไกล 

เช่นเดียวกับปมปัญหาที่แม้อาจถูกมองว่า ‘เป็นข้ออ้าง’ อย่างอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกหนึ่งขวากหนามที่นักธุรกิจท่านนี้เห็นควรปรับแก้ให้ได้สัดส่วน เพื่อให้บริหารจัดการปัญหาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คู่ขนานไปกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. รวมถึงข้าราชการ กทม.ทุกระดับ

“ผู้ว่าฯกทม.ถูกเลือกตั้งเข้ามา อำนาจควรอยู่ที่ผู้ว่าฯ ท่านต้องเด็ดขาด ส.ก.ต้องสนับสนุน เพราะถ้ามี CEO แล้วข้างล่างไม่ทำตาม แล้วมันจะเดินไปได้อย่างไร ถ้า CEO สามารถสั่งการแล้วตั้ง KPI แต่ละเขต ทุกคนต้องมีผลงานภายในกี่ปีๆ ไม่อย่างนั้นผมย้ายคุณหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะอำนาจอยู่ที่ท่าน ทุกคนจะได้กระตือรือร้น 

หากความสามารถผู้ว่าฯล้นเหลือ แต่ยังเดินหน้าไม่ได้ ปัญหาคือข้าราชการหรือเปล่า ต้องบอกว่าตัวผมเองก็ไม่ทราบ ท่านอาจอยากทำ แต่ข้าราชการไม่เดิน จะทำอย่างไรให้ ผอ.เขตดำเนินตามนโยบายผู้ว่าฯ”  

นับเป็นเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนล่าสุดที่ชาวกรุงฝากความหวังไว้อย่างล้นเหลือ