วิพุธ ว่าที่ส.ก.บางรัก เปิดทางให้ ‘ส.ก.เนอส’ นั่งเก้าอี้ประธานสภากทม.
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นายวิพุธ ศรีวะอุไร ว่าที่ส.ก.เขตบางรัก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีหลายท่านส่งข้อความมาถามเกี่ยวกับการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร จึงอยากใช้โอกาสนี้อธิบายความตั้งใจด้วยตัวเอง
หลังจากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนให้กลับมาทำหน้าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานครอีกครั้ง สิ่งแรกที่ตนและทีมพูดคุยกัน คือเรื่องการทำงาน เราหารือกันว่า เมื่อสภากรุงเทพมหานครเปิดประชุมสมัยแรก ก่อนการพิจารณางบประมาณ เราจะเร่งผลักดันเรื่องใดเป็นลำดับแรก อะไรคือปัญหาที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด และจะทำอย่างไรให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้
ตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมา เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่กับการลงพื้นที่ขอบคุณพี่น้องประชาชนในเขตบางรัก และเตรียมแผนการทำงานสำหรับสภาชุดใหม่
ในส่วนของการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร ตนเคารพผลการเลือกตั้ง และเชื่อว่าการเคารพเสียงของประชาชน ควรเริ่มต้นจากการเปิดโอกาสให้กลุ่มที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ได้ดำเนินการตามกระบวนการประชาธิปไตยก่อน
หลายคนอาจมองว่าสภากรุงเทพมหานครเหมือนกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ในความเป็นจริง บทบาทและหน้าที่ของทั้งสองสภาแตกต่างกัน
สภากรุงเทพมหานคร ไม่ได้มีระบบรัฐบาลและฝ่ายค้านเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 คน ต่างได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกันออกข้อบัญญัติ พิจารณางบประมาณ และตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร เพื่อให้การใช้งบประมาณและการบริหารงานของกรุงเทพมหานครเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ไม่ว่าสมาชิกสภาจะมาจากกลุ่มใดหรือได้รับเลือกตั้งในนามใด เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้ว ทุกคนต่างมีหน้าที่เดียวกัน คือใช้เหตุผล ข้อเท็จจริง และข้อมูลในการตัดสินใจ ร่วมกันตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และร่วมกันผลักดันให้กรุงเทพมหานครพัฒนาไปข้างหน้า
ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ตนได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ทั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร และประธานสภากรุงเทพมหานคร ทุกบทบาทที่ได้รับไม่เคยมองว่าเป็นสิทธิของตัวเอง แต่เป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และพร้อมรับการตรวจสอบจากประชาชนเสมอ
ดังนั้น ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดในสภาชุดนี้ ก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างเต็มความสามารถ ด้วยหลักการเดิมที่ยึดถือมาตลอด คือยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และตรงไปตรงมา
ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ตัดสินเราจากตำแหน่งที่เราได้รับ แต่ตัดสินเราจากผลงานที่เราทำ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชน นั่นคือหลักการที่ยึดถือมาตลอด และจะยึดถือต่อไปในการทำหน้าที่สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกความคิดเห็น



