เปิดชีวิต ‘พรพรหม วิกิตเศรษฐ์’ รองผู้ว่าฯกทม. คนใหม่ เบื้องหลังความสำเร็จ ‘ไม่เทรวม’ ที่ทำชัชชาตินอนไม่หลับ
เปิดตัวทีมงานชุดใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้บริหารกรุงเทพมหานครในยุค ‘ชัชชาติ 2’ โดยปรากฏชื่อ พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ เป็น รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนใหม่ ในขณะที่อีก 3 ท่าน ยังคงเป็นหน้าเดิม ได้แก่ วิศณุ ทรัพย์สมพล, ทวิดา กมลเวชช และ ศานนท์ หวังสร้างบุญ
แม้จะเป็นรองผู้ว่าฯคนใหม่ แต่พรพรหมไม่ใช่หน้าใหม่ หากติดตามข่าวสาร กทม.ตั้งแต่ยุคชัชชาติ 1 ย่อมคุ้นหู คุ้นหน้า คุ้นตา ในฐานะที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร (Chief Sustainability Officer : CSO) คนแรกในประวัติศาสตร์ โดยขณะนั้น มีอายุเพียง 30 ปี
พรพรหม ชื่อเล่น ‘พรหม’ เป็นบุตรชายของ พนิต วิกิตเศรษฐ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ดีกรีปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ จากคิงส์คอลเลจลอนดอน ปริญญาโทด้านนโยบายพลังงานเเละสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก
ชื่นชอบเรื่องการเมืองมาตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ และเมื่อครั้งที่ย้ายไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา มีโอกาสได้ทำงานเป็นผู้ช่วย ส.ส.สหรัฐอเมริกา รัฐแคลิฟอร์เนีย ดูแลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ตรงกับที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา

เคยสมัครเป็นทหารเกณฑ์ อยู่สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ผลัด 1/60
นอกจากนี้ ยังเคยเป็นอาจารย์พิเศษคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาเสรีนิยมโลก (Liberal International) และอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษ
หลังจากที่ได้ศึกษางานการเมืองอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจอาสาที่จะมาทำงานเต็มที่ คุณพ่อสอนเสมอว่าการจะเป็นนักการเมือง จะต้องเป็นคนดี ต้องไม่โกง
เมื่อเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายพรรค (ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม) พร้อมด้วยตำแหน่งที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค และผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรNew Dem หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์
ก่อนเข้าร่วมทีมชัชชาติ 1 เมื่อ พ.ศ.2565 โดยย้อนไปหลังศึกเลือกตั้งปี 2562 ตัดสินใจออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้กลับไปทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ตัวเองมีความสนใจด้านการเมืองอยู่ และเป็นความโชคดีที่หลังจากอาจารย์ชัชชาติตัดสินใจว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ ได้ติดต่อมาอยากพูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องนโยบายต่างๆ ด้วย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาร่วมทีม

หลังจากที่ถูกชักชวนจากชัชชาติ ตนเองก็มีความตั้งใจว่าจะมาทำงานเบื้องหลังเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เพราะเห็นว่า กทม.มีปัญหาและภารกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพื้นที่สีเขียว รวมถึงปัญหาการจัดการขยะต่างๆ รวมถึงประเด็นการแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย
ช่วงแรกที่เข้ามาร่วมทีม ไม่ได้คิดว่าจะได้มารับตำแหน่งอะไร คิดแค่ว่าการที่ได้มาร่วมทีมหาเสียง ได้ลงพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับ อ.ชัชชาติ ก็เป็นสิ่งที่ดีและเกิดประโยชน์แก่ตนเองแล้ว เพราะได้รับฟังและเข้าใจถึงปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้น จากชุมชนและพื้นที่ต่างๆ ผ่านการพูดคุยโดยตรงกับประชาชน
ไม่ใช่แค่มิติสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เรื่องที่สนใจและคิดว่าสามารถช่วยได้ คือเรื่องของการคิดนอกกรอบ การนำเสนอไอเดียใหม่ๆ
เมื่อนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ และผู้บริหารด้านความยั่งยืน หน้าที่หลักๆ ก็จะเป็นบทบาทเหมือนผู้ดำเนินการวางกลยุทธ์เพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้สามารถเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องมีการไปทำงานร่วมกันกับท่านรองผู้ว่าฯ และอีกหลายๆ คนในองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งใน กทม. ในภาครัฐ และเอกชน
เมื่อ 4 ปีก่อน ผู้ว่าฯชัชชาติอยากได้การทำงานที่สมาร์ต ลงทุนน้อย แต่ประโยชน์ที่จะได้กลับมาต้องมาก ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือ นโยบายปลูกต้นไม้หนึ่งล้านต้น ถ้าเทียบกับการที่จะไปทำอุโมงค์ต่างๆ นโยบายนี้ใช้งบประมาณที่ประหยัดกว่ามาก และประโยชน์ที่จะได้รับก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยอุ้มน้ำในดิน รวมถึงการให้ร่มเงาต่างๆ แก่ประชาชน

สำหรับผลงานตลอด 4 ปี พรพรหม เดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมองเห็นความสำคัญของ ‘สวน 15 นาที’ ซึ่งเป็นการกระจายสวนและพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ (เดินจากบ้านถึงสวน) ภายใน 15 นาที หรือประมาณ 800 เมตร โดยพัฒนาพื้นที่เดิมควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน
รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกรุงเทพฯ อีกทั้งฝุ่น PM2.5 โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกถึงต้นตอ
และที่สำคัญ คือ โครงการ ‘ไม่เทรวม’ ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ที่ชัชชาติ ยอมรับว่า ทำให้ ‘นอนไม่หลับ’ ในตอนกลางคืน เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องปรับเปลี่ยน ‘พฤติกรรม’ ของผู้คน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยมีการเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขยะ ‘อัตราใหม่’ เมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข พ.ศ.2568 ได้เริ่มบังคับใช้ ซึ่งมีการปรับเพิ่มขึ้นโดยถ้าเป็นครัวเรือนทั่วไป เดือนละ 60 บาท แต่ถ้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการบ้านนี้ไม่เทรวมฯ สามารถลดหย่อนเหลือเพียงเดือนละ 20 บาท
รณรงค์โครงการนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 68 และเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ 1 ส.ค. 68

ปรากฏว่ามีครัวเรือนเข้าร่วมทะลุเป้า ลดได้จริงทั้งปริมาณขยะ และลดลดการใช้เงินภาษีในการจัดการขยะ โดยในปี 2568 ลดได้ถึง 61 ล้านบาท
สำหรับในยุคชัชชาติ 2 พรพรหม เปิดเผยในช่วงหาเสียงว่า ตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% และลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 70% โดยแยกเส้นทางจัดการขยะให้เหมาะกับแต่ละประเภท ได้แก่ ขยะรีไซเคิลส่งต่อเอกชนที่ได้มาตรฐานและระบบ MRF ขยะเศษอาหารนำไปทำปุ๋ย ขยะทั่วไปที่เหลือเข้าสู่โรงเผาขยะ
หากชุมชนสามารถจัดการขยะบางส่วนได้เองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปยังโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชโดยตรง จากเดิมที่ชุมชนอาจต้องทิ้งขยะให้ กทม.ทั้งหมด ก็อาจลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิต ผลงาน และโปรเจ็กต์ต่อไปในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งพรพรหมจะนั่งบัญชาการในฐานะรองผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ ในทีมชัชชาติ 2
นับเป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ ที่ต้องจับตา






