เวที ‘Policy Watch Connect 2026’ เสนอนโยบายรับเหตุไม่คาดฝัน ปลดล็อกท้องถิ่นประกาศเขตภัยพิบัติ

12.01.26 | 17:12 น.

เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่อาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ร่วมกันจัดกิจกรรม “Policy Watch Connect 2026” เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมโยงประชาชนและผู้ออกแบบนโยบาย ในการระดมโจทย์ใหญ่ของประเทศมากลั่นกรองเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้จริง

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในเวทีเสวนา “ความหวังการเลือกตั้งฝ่าวิกฤตประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า ภัยพิบัติถือเป็นวิกฤตการณ์ที่เกิดถี่ขึ้นในประเทศไทยและระดับความรุนแรงก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทุกคนควรปรับเปลี่ยนมายเซ็ตมามองว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกพื้นที่ทุกเวลา การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและถือเป็นจุดอ่อนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นส่วนตัวเห็นว่า ทุกพรรคการเมืองจำเป็นต้องนำเสนอนโยบายการรับมือกับภัยพิบัติให้ประชาชนพิจารณา ทั้งมาตรการเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

นพ.สุเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สช. ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเรื่องภัยพิบัติจนเกิดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและผ่านการพิจารณาจนกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการออกระเบียบหรือกฎหมาย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ก่อนที่ภัยจะมาถึง เป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือ ช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ซึ่งพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้ทันที และสามารถทำให้แล้วเสร็จได้ภายใน 100 วันแรก เพราะระเบียบกฎหมายดังกล่าวมีการยกร่างเอาไว้แล้ว

“หากรัฐบาลใหม่เดินหน้าออกกฎระเบียบเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ท้องถิ่นรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันข้อเสนอต่างๆ มีหมดแล้ว เหลือเพียงแค่การลงมือทำให้เป็นรูปธรรมเท่านั้น” นพ.สุเทพ กล่าว

นพ.สุเทพ กล่าวว่า ปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศในปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาเดี่ยว แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ดังนั้นในห้วงวาระของการเลือกตั้งก็นับเป็นความหวังหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกของประเทศ เพราะให้ความสำคัญภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในการทำนโยบายจากด้านล่างขึ้นด้านบน ขับเคลื่อนผ่านการมีองค์ความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม และสุดท้ายคือภาคการเมืองที่จะเป็นผู้สนับสนุนให้ 3 องค์ประกอบนี้ครบถ้วนและเกิดรูปธรรมของนโยบายขึ้นจริง

Advertisement

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องยอมรับคือปัญหาในสังคมนั้นมีความยากและซับซ้อนเกินกว่าที่ภาคราชการ ภาคการเมือง หรือผู้มีอำนาจสามารถจัดการได้เพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นที่จะต้องดึงเอาส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ที่มีมุมมองความเข้าใจในปัญหา ได้เข้ามาเชื่อมต่อกับภาครัฐ พร้อมใช้วิชาการในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน บนความเชื่อของ สสส. ที่ให้เงินทุนแก่ภาคประชาสังคมในการนำไปขับเคลื่อน ให้เกิดเป็นต้นแบบหรือโมเดล แล้วให้ภาครัฐสามารถนำเอาไปเป็นตัวอย่างเพื่อขยายต่อไปในวงกว้างได้

“แต่แน่นอนว่าการนำเอาตัวอย่างที่ดี หรือต้นแบบเหล่านี้ไปขยายระดับประเทศ ต้องการเจตจำนงทางการเมือง ในการสั่งการ ติดตาม รวมถึงมีระบบงบประมาณเพื่อขยายผลในเรื่องต่างๆ จึงอยากตอกย้ำแนวคิดในการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและยุ่งยาก ภาคราชการต้องปล่อยมือบางส่วนแล้วดึงคนอื่นมาร่วมกันทำงาน” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า นโยบายสาธารณะมีความสำคัญต่อการกำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน คำถามคือประชาชนคนธรรมดามีส่วนในการร่วมกำหนดนโยบายที่สำคัญเหล่านี้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงวาระก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ การแข่งขันในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ภาพจำที่เราคุ้นเคยดีในฐานะประชาชน คือการรับฟังพรรคการเมืองที่ออกมาบอกเล่านโยบายของตนเอง เหมือนกับการสื่อสารทางเดียว แต่เวทีในครั้งนี้จะเป็นการพลิกบทบาทของประชาชน ให้มีส่วนริเริ่มในการออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตาม ทวงถามพรรคการเมืองถึงนโยบายสาธารณะต่างๆ ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อสอดรับกับความคาดหวังต่อการแก้ไขโจทย์ปัญหาใหญ่ที่เป็นวิกฤตสำคัญของประเทศ

“การพูดคุยตลอด 2 สัปดาห์นี้ ได้มีการแบ่งเวทีภายใต้โจทย์ใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่การกระจายอำนาจ รัฐธรรมนูญ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ ระบบสุขภาพ สังคมสูงวัย เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา การคอร์รัปชัน รวมไปถึงวิกฤตภัยพิบัติที่มีการถอดบทเรียนร่วมกันซ้ำไปมา แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจะพาทุกคนไปทวงถามถึงบทเรียนที่ถอดออกมา ว่าจะสามารถยกระดับไปสู่นโยบายที่แก้ปัญหาให้กับประชาชนได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง และสุดท้ายภายหลังการพูดคุยทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเป็นสมุดปกขาว หรือข้อเสนอของประชาชนไปถึงพรรคการเมือง เพราะนโยบายที่ดีต้องมาจากกระบวนการคิด ถกเถียง การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ไม่ได้ต้องรอให้มาจากพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

ด้าน นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เป้าหมายหรือความหวังของทุกคนอาจมีไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือเราจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงเหล่านั้น เพื่อไปสู่แนวปฏิบัติที่ชัดเจนได้อย่างไร ซึ่งทางสถาบันพระปกเกล้ามีความพยายามทำหน้าที่เป็นคลังสมองของชาติ บนความคาดหวัง 3 ประการ คือ 1.เชิงกระบวนการ ให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ 2.นโยบายสาธารณะ ให้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมสะท้อนความต้องการออกมาแล้วสามารถเข้าไปอยู่บนโต๊ะของพรรคการเมือง 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ไม่จบแค่คูหาเลือกตั้ง แต่จะมีส่วนในการติดตาม ประเมิน และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเป้าหมายที่คาดหวังไปด้วยกัน

“ย้อนไปในการเลือกตั้งปี 2566 จากจำนวนผู้มีสิทธิราว 52 ล้านคน มีผู้ออกมาใช้สิทธิประมาณ 75% แต่น่าตกใจว่ามีบัตรเสียสูงถึง 2.9 ล้านใบ หรือ 7.5% ของผู้มาใช้สิทธิ ฉะนั้นอีกจุดที่เราคาดหวังคือจะทำอย่างไรให้บัตรเสียลดลงได้มากที่สุด เพราะเสียงเหล่านั้นคือเสียงที่สามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ รวมถึงผู้มาใช้สิทธิในปี 2569 ที่เราก็ตั้งเป้าผลักดันให้ออกมาใช้สิทธิกันไม่น้อยกว่า 75% ด้วยเช่นกัน” นายณัฐพงศ์ กล่าว

อนึ่ง กิจกรรม “Policy Watch Connect 2026” จะมีการจัดขึ้นตลอด 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 12-23 มกราคม 2569 โดยมีรูปแบบของกิจกรรมทั้ง “Policy Forum” วงสนทนาที่จะนำเสนอนโยบายสาธารณะเชิงประเด็น ครอบคลุมทุกวิกฤตสำคัญ อาทิ การจัดการภัยพิบัติ การปฏิรูประบบสุขภาพ สังคมสูงวัย ฯลฯ “Policy Communication: Exhibition” แปลงปัญหาที่ผู้คนในสังคมสนใจ มาสู่นโยบายสาธารณะและวิธีแก้ไขปัญหา “Workshop” ปฏิบัติการเพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทดลอง และออกแบบการสื่อสารนโยบายจากโจทย์จริงของประเทศ และ “Policy Sharing & Networking” จุดนัดพบเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ ระหว่างภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย พร้อมการถกแถลงแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมือง

ทั้งนี้ เรื่องของการจัดการภัยพิบัตินี้เอง ก็เป็นโจทย์สำคัญหัวข้อหนึ่งที่จะมีการแลกเปลี่ยนในเวที Policy Watch Connect 2026 วันที่ 14 มกราคม 2569 ด้วย