นักวิชาการ เรียกร้องพรรคการเมือง ประกาศให้ชัด ‘หนุน-ค้าน’ ประชามติ หวังสร้างคลื่นคนออกไปใช้สิทธิ

13.01.26 | 17:01 น.
รัฐธรรมนูญ

นักวิชาการเรียกร้องพรรคการเมืองประกาศให้ชัด ‘หนุน-ค้าน’ ประชามติทำรธน.ใหม่ หวังสร้างคลื่นคนออกไปใช้สิทธิ

เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า และองค์กรเครือข่าย จัดเวที Policywatch Connect 2026 เลือกตั้ง69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ
ในเวทีเสวนา ช่วงของหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ” มีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม มีข้อเรียกร้องต่อพรรคการเมืองให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรับปรุงการทำงานเพื่อลดข้อผิดพลาดจากการทำหน้าที่กำกับเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ

โดย นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าขณะนี้มีหลายฝ่ายกังวลเรื่องการซื้อเสียง เพราะไม่ไว้ใจประชาชน แต่ตนในฐานะคนที่เคยประเมิน กกต.ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา พบว่ามีประเด็นที่น่ากังวลคือ ข้อผิดพลาดของการคำนวณผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ทำให้ได้ ส.ส.ปัดเศษ เข้าสภา ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือก นอกจากนั้นคือ ประเด็นของบัตรเสีย ที่พบการทำเครื่องหมายที่ไม่เป็นไปตามที่ กกต.กำหนด ดังนั้นกกต.ยังมีเวลาที่จะแถลงให้ชัดเจนต่อการทำเครื่องหมายการออกเสียง ที่อาจกาไม่เต็มกรอบ หรือ เลยกรอบออกมานั้นทำได้ เพื่อลดจำนวนบัตรเสีย เพราะตนมองว่าการทำเครื่องหมายแบบใดบนบัตรนั้นเท่ากับเป็นการแสดงเจตจำนงของการเลือกตั้ง และควรปรับลดการลงคะแนนในคูหาโดยรวมการเลือกตั้งสส.กับประชามติไปในคราวเดียวกัน เพื่อ กกต.จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ เช่น ค่าจองเต็นท์

นางสิริพรรณ กล่าวต่อว่า การรณรงค์ประชามติ สำคัญกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยส่วนตัวไม่กังวลมาก หากดูพรรคการเมืองหลัก 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน 25 ล้านเสียง สนับสนุนการทำประชามติ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ การออกมาใช้สิทธิจำนวนมากจะสะท้อนเรื่องความชอบธรรม หากออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าการทำประชามติปี 2559 อาจเกิดคำถามได้

นางสิริพรรณ กล่าวว่า นอกจากนั้นตนขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุน เช่น พรรคภูมิใจไทย การเลือกตั้งปี 2566 สนับสนุนให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ไม่กระตือรือร้น ซึ่งตนมองว่าการรณรงค์ประชามติ ควบคู่กับการลงพื้นที่หาเสียง หากแสดงจุดยืนจะทำให้คลื่นสนับสนุนทำประชามติแข็งแรงมาก และพรรคการเมืองควรต้องรักษาคำสัญญา หากจะโยงให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับประชามติ

“มีประเด็นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจต่อการออกเสียงประชามติ ที่จะเป็นประตู ให้แก้ไขมาตรา 256 และลดข้อกังวลของการเขียนเช็คเปล่า สิ่งที่ต้องรณรงค์ คือ ระยะเวลาการแก้ทั้งฉบับ หากประชามติผ่าน จะใช้เวลาอีก1 ปีถึงจะแก้ทั้งฉบับได้ ระหว่างนี้สามารถแก้รายมาตรา และที่ควรแก้ คือ บัญชีที่พรรคสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี และกลับไปใช้ระบบที่ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถถูกเลือกเป็นนายกฯได้ เพื่อไม่ให้มีมุมอับทางการเมือง และส.ส.ในสภา 500 คนสามารถถูกเลือกเป็นนายกฯได้ แทนที่ถูกจำกัดอยู่เพียงคนไม่กี่คน” นางสิริพรรณ กล่าว

Advertisement

ขณะที่ นายณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนไม่ทราบว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ต้องได้รับบัตรจำนวน 3 ใบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความล่าช้าของรัฐบาลที่เคาะคำถามประชามติช้า รวมถึงกกต.ที่ไม่ชัดเจนในกติกา การรณรงค์มีน้อย อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าประชาชนจะออกไปใช้สิทธิและเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นมีปัญหาในหลายประเด็น ทั้งกรณีของการมีพรรค ส.ว. องค์กรอิสระ ที่แทรกแซงการเมือง หากประชามติแพ้ ตนบอกไม่ได้ว่าจะอยู่กับรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยวไปอีกนานเท่าใด ซึ่งตนมองว่าหากได้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะทำให้ได้เนื้อหาที่ก้าวหน้าและทันสมัย

“การเลือกตั้ง ส.ส. มีผลสัมพันธ์กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะส.ส.จะเป็นผู้เข้าไปแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บัตร 3 ใบ ทั้งบัตรเลือกตั้งส.ส. และบัตรประชามติ คือ อำนาจที่อยู่ในมือประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ” นายณัชปกร กล่าว

นายณัชปกร กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อแนวทางสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นอกจากนั้นตนยังกังวลต่อการนับคะแนนของ กกต. เพราะการเลือกตั้งจะมีหน่วยเลือกตั้ง 1 แสนหน่วย หากขานคะแนนผิดหน่วยละ 10 คะแนนจะทำให้คะแนนหายไป 1 ล้านคะแนน ดังนั้นขอให้ กกต.อย่าผลักภาระไปที่ประชาชน ขอให้ตั้งกล้องถ่ายทอดสดให้ประชาชนตรวจสอบ เพื่อให้ผลการเลือกตั้งและประชามติโปร่งใส และน่าเชื่อถือ