ทวี แจงนโยบายนิรโทษรุกที่รัฐ ไม่เอื้อนายทุน คืนสิทธิ์ที่ทำกินประชาชน
วันที่ 15 มกราคม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงนโยบายนิรโทษกรรมการบุกรุกที่รัฐ ที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าต้นตอของปัญหานี้เกิดขึ้นจากอะไร การนิรโทษกรรม ไม่ใช่การปกป้องนายทุน หรือช่วยเหลือผู้บุกรุกป่า แต่ต้องการจะแก้ปัญหาที่ค้างคาอย่างยาวนาน และกระทบต่อชีวิตของประชาชน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า มันมีประเด็นอยู่ 2 แบบ คือ ป่าทับคน นั่นก็คือการประกาศเขตพื้นที่ป่าทับที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัยประขาชน ที่อยู่ก่อน กับคนทับป่า นั่นก็คือ คนที่ไปบุกรุกป่า พรรคประชาชาติ ต้องการแก้ปัญหาป่าทับคน โดยก่อนวันที่ 30 มิ.ย. 2541 มีการประกาศแนวเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งบางส่วนทับที่อยู่ ที่ทำกินของประชาชน โดยทั้ง
หมดมีประมาณ 4.7 ล้านไร่ ซึ่งถือว่ามหาศาลมาก เนื้อที่เท่ากับบางประเทศเลยทีเดียว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต่อจากนั้นก็มีการร้องเรียนของประชาชน จนครม.มีมติเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 41 ให้ชะลอการดำเนินคดี แล้วไปพิสูจน์กันว่าคนอยู่ก่อนป่า คนบุกรุกป่าหรือป่าบุกรุกคน ซึ่งคนที่ถูกคดีบุกรุกเหล่านี้ ล้วนเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย เสียงไม่ดังเพียงพอให้ใครได้ยิน พอมีมติครม. ก็ยุติการจับกุมจริง แต่ไม่ได้พิสูจน์สิทธิ์ให้เขาว่าเขาอยู่มาก่อนการประกาศเขตแนวป่าหรือไม่
หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า แต่หลังจากการรัฐประหาร 2557 นโยบายทวงคืนผืนป่าก็เริ่มขึ้น มีการกวดขันจับกุม เพราะมติครม.ก่อนหน้านี้ไม่ใช่กฎหมาย และอย่่างที่ทราบคือคนที่ถูกคดีเป็นชาวบ้าน ตัวเล็กตัวน้อย มีถึง 4 หมื่นกว่าคดี ซึ่งมีนายทุนไม่กี่คน ที่เหลือเป็นชาวบ้าน เราจึงต้องนิรโทษให้ทั้งหมด แล้วมาพิสูจน์สิทธิ์กันว่าใครอยู่มาก่อนหรือไม่ ใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ภูมิศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่นเอามาประกอบ เรื่องนี้ไม่ใช่การเอื้อให้นายทุน เพราะเราไม่ได้ยกพื้่นที่ หรือที่ดินให้ แต่นิรโทษคดี แล้วให้โอกาสการพิสูจน์สิทธิ์ ใครเพิ่งถือครองก็ไม่ได้ แต่่ต้องอยู่มาก่อนเท่านั้น เน้นพิสูจน์ 4.7 ล้านไร่ ที่มีปัญหาตั้งแต่ปี 41
“เรื่องที่ดินตอนนี้ควรเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้ว เขามีแผ่นดินเกิด เขาก็ควรมีแผ่นดินตาย ยิ่งประเทศเราที่ต้องการความมั่นคงทางอาหาร แต่ปฏิรูปที่ดินไม่ได้ คุณไม่สามารถทำให้เกษตรมีกรรมสิทธิ์ มีที่ดินทำกินได้ แล้วปล่อยให้ระบบกฎหมายมองที่ดินเป็นสินทรัพย์ ไม่ใช่ปัจจัยการผลิต ใครรวยก็กักตุนที่ดิน มีเป็นแสนไร่ ที่อยู่ในมือคนเจ้าเดียว คุณจะมีกำลังอะไรไปทำ ถ้าเป็นปัจจัยการผลิต คุณก็ต้องขยัน เอาแรงลงไปในดิน เพื่อให้ได้ผลผลิต ถ้าไม่ขยันก็ไม่ได้ ต้องเอาเหงื่อไปทิ้งกับที่ดิน เราต้องการให้เกษตรกรเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เราถึงต้องปฏิรูปกฎหมายเสียที”พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า หลังจากปฏิรูปเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ทำกิน ก็จะได้พัฒนาที่ดินที่เหลือ อย่างพื้นที่ป่า ที่บอกว่ามี 135 ล้านไร่ แต่เอาเข้าจริงจากภาพถ่ายทางอากาศมีแค่ 101 ล้านไร่ แล้ว อีก 34 ล้านไร่อยู่ที่ไหน ถ้าทำที่ดินให้ชัดเจน จะพัฒนาปลูกป่า ก็ยังได้ เป็นผลดีเสียอีกที่ดินจะได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่

