‘พรรคพลวัต’ เห็นพ้อง ปชป. ต้องปรับที่มาองค์กรอิสระ ชี้คอร์รัปชั่นเป็นศัตรูของไทย

21.01.26 | 19:02 น.
สรยุทธ

‘พรรคพลวัต’ เห็นพ้อง ‘ประชาธิปัตย์’ ต้องปรับที่มาองค์กรอิสระ ลั่น ต้องสร้างกติกาขึ้นมาใหม่หากสามารรถตรวจสอบคนอื่นได้ ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย ชี้ การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นศัตรูประเทศไทย

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน มติชนจัดเวทีดีเบต THE REAL POLITICS “ทางแพร่งประเทศไทย” โดยเวทีที่ 4 : ดรีมทีมไทยแลนด์ วิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ | ครั้งแรกการดีเบตนโยบายแบบทีม ประกอบด้วย พรรครวมไทยสร้างชาติ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่พรรคพลวัต นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรค ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายกฤษ อิสสระชานน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลวัต สำหรับพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ธีราภา ไพโรหกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค และผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 4 นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรค และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายพรชัย มาระเนตร์ กรรมการยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรคประชาชาติ ได้แก่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ นายรุ่งเรือง พิทยศิริ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชาติ และนายต่วนอิสกันดาร์ ดาโต๊ะมูลียอ โฆษกพรรคประชาชาติ

พรรคกล้าธรรม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร ส.ส.หนองบัวลำภู เขต 2 สำหรับพรรคประชาชน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการปฏิรูปรัฐ น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมบริหารพรรคประชาชนด้านคุณภาพชีวิต น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมบริหารพรรคประชาชนด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม

สำหรับคำถามหมวดการเมือง ถามว่า องค์กรอิสระ ยังจำเป็นสำหรับประเทศไทยหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็น อันไหนควรได้ไปต่อ อันไหนควรยกเลิก นายสรยุทธ ตัวแทนจากพรรคพลวัต กล่าวว่า ตนเห็นสอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งการบริหารการเมืองต้องมีการตรวจสอบแบบเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาใหญ่มี 2 อย่างคือที่มาขององค์กรอิสระ ที่ต้องอิสระและได้มาอย่างถูกต้องจริงๆ หากมีการแทรกแซงกระบวนการอย่างที่เป็นอยู่ เช่น การได้มาซึ่ง ส.ว. ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความผิดเพี้ยน ส่วนเรื่องที่สองที่ตนมีความกังวลคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมืองต้องสูงกว่ากฎหมาย แบบนี้ตนมองว่าอันตราย เพราะจริงๆ แล้วการมีมาตรฐานทางจริยธรรม สามารถแสดงสปิริตโดยนักการเมืองได้ ไม่ใช่การนำกฎหมายมาใช้บังคับ แต่พอเรามี 2 เรื่องนี้เข้ามารวมด้วยกันจึงถือเป็นการให้อำนาจองค์กรอิสระ การนำเรื่องจริยธรรมเข้ามาใช้เกิดมาจากการสร้างกฎหมายที่เราจะเผาหนูตัวเดียว การจะฆ่าหนูตัวเดียวทำให้เราต้องเผาบ้าน และมีการร่างกฎหมายตัวนี้เข้ามาทำให้เกิดความไม่ชัดเจน องค์กรอิสระจึงมีการใช้อำนาจตรงนี้ในการก้าวล่วงไปในหลายเรื่องที่เกินความจำเป็น หรือนำไปใช้ในการตัดสินบางอย่างที่เป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร เช่นที่เราเห็นว่ามีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีง่ายมาก 2 ปีเราเปลี่ยนครั้ง

นอกจากนี้ สิ่งที่เห็นตรงกับพรรประชาธิปัตย์อีกคือ คนที่ตัดสินเรื่องนี้ไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไร ไม่ได้ถูกตรวจสอบ แล้วที่บอกว่าจะถูกตัดสินโดยประชาชน ถามว่าประชาชนจะมีอำนาจในการเข้าไปลงโทษผู้นำที่เข้าไปบริหารในองค์กรอิสระได้อย่างไร ฉะนั้น ในส่วนนี้ตนมองว่าต้องมีการปรับปรุง ไม่ใช่ว่าจะต้องมีการยกเลิก แต่ต้องมีการปรับในเรื่องของกฎกติกาใหม่ และเชื่อว่าองค์กรอิสระจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้เราสร้างมาตรฐานที่ถูกต้องการที่เราจะนำจริยธรรมมาใช้และการใช้กฎหมายเช่นนี้อันตรายมาก เพราะจะทำลายกระบวนการเรื่องของความเชื่อมั่นโดยสิ้นเชิง เช่น การที่วันนี้ทำไมเราถึงบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสามารถทำอะไรก็ได้ แต่เราไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็น แม้แต่การตัดสินหรือการโหวตแต่เราก็ไม่สามารถที่จะเห็นรายละเอียดได้

Advertisement
นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล เลขาธิการพรรคพลวัต

“ยืนยันว่าที่มาขององค์กรอิสระสำคัญที่สุด ปัญหาคือเขาถูกคัดสรรมาโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่สุดท้ายไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้ายถูกล้มโดย ส.ว.ที่เข้าไปคัดค้าน ซึ่งก็ไม่ได้มาจากเสียงประชาชน ยืนยันว่าองค์กรอิสระต้องยึดโยงกับภาคประชาชน เมื่อถูกคัดสรรเข้ามาแล้ว ต้องถูกตรวจสอบได้ ต้องมีการแก้กฎหมายและสร้างกติกาขึ้นมาว่าหากเขาสามารถตรวจสอบคนอื่นได้ เขาต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการชี้แจงรายละเอียดด้วยว่าเวลาไปตัดสินใครแล้วต้องมีที่มาที่ไป มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่การใช้จำนวนโหวต เพราะหลายครั้งเราก็ทราบผลมาล่วงหน้าว่าผลโหวตจะออกมาอย่างไร 6 ต่อ 2 หรือ 5 ต่อ 3 บ้าง ซึ่งเราไม่ทราบว่าตรงนั้นตัดสินจากอะไร สามารถซื้อได้หรือไม่ เราก็ไม่ทราบ ฉะนั้น ผมจึงมองว่านี่ไม่ใช่การทำหน้าที่ที่ดีขององค์กรอิสระ เพราะต้องทำให้ทุกอย่างโปร่งใสและชัดเจนกว่านี้” นายสรยุทธกล่าว

ขณะที่คำถามหมวดความมั่นคง ถามว่า ศัตรูของชาติอันดับ 1 ในสายตาของท่านคืออะไร และจะจัดการอย่างไร นายกฤษกล่าวว่า ศัตรูหมายเลขหนึ่งของประเทศไทย คือการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเราจะเห็นว่าเราเป็นประเทศเดียวที่ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เราเป็นประเทศเดียวที่เทรนถล่มติดกันสองวัน เราเป็นประเทศเดียวที่ ป.ป.ช. มีการตรวจสอบร้องเรียนกัน นี่คือปัญหาที่เซาะก่อนบ่อนทำลายประเทศชาติพอสมควร และตนมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ หลายปัจจัยส่งผลทางเศรษฐกิจ ส่งผลด้านความมั่นคง และส่งผลด้านการศึกษา ฉะนั้น วันนี้เราจึงต้องมาร่วมมือกันแก้ไขว่าจะทำอย่างไรให้การทุจริตคอร์รัปชั่นหมดไป และต้องบอกว่าหลายพรรคอาจจะทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก แต่พรรคพลวัตเป็นพรรคที่รวบรวมคนที่ปฏิบัติว่าเรื่องนี้เราเห็นความสำคัญของมัน และเราจะไม่นิ่งนอนใจ และนายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลวัต จะทำทันทีที่เราได้เข้าไปเป็นรัฐบาล

“ผมมองว่าเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น วันนี้หน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หรือนักการเมืองต่างๆ ที่เข้ามา พรรคพลวัตเป็นพรรคหนึ่งที่ไม่ซื้อเสียง และต่อต้านเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสำคัญ หากทุกท่านอยากให้ประเทศไทยไปข้างหน้า ไม่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมขอนำเสนอพรรคพลวัต” นายกฤษกล่าว

นายกฤษ อิสสระชานน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลวัต

ส่วนคำถามด้านเศรษฐกิจ ถามว่า การนำเงินภาษีไปอุดหนุนสินค้าเกษตร คือการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ นายสรยุทธกล่าวว่า การดำเนินภาษีไปอุดหนุนสินค้าการเกษตรนั้นต้องทำเท่าที่จำเป็น และทำเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ที่ต้องแก้ทั้งหมดคือการแก้เรื่องการเกษตรและอุตสาหกรรมทั้งระบบ ต่อไปเราต้องมาโฟกัสเรื่องของการตลาด ใช้ตลาดนำ นวัตกรรมตาม และเพิ่มรายได้ ด้วยสองเรื่องเท่านั้นที่จะทำให้เกษตรกรสามารถเติบโตได้จริง วิธีการแรกคือต้องดูการตลาด อย่าผลิตเกินความต้องการของตลาด หากไม่เกินเมื่อไหร่ก็จะไม่เรื่องของราคาสินค้าตกต่ำ วันนี้เราต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามา มีการปลูกและมีการแพลนว่า สินค้าอะไรบ้างที่จะปลูกแบบ Less for more สินค้าเกษตรอะไรที่สามารถสร้างรายได้สูงขึ้นบ้าง ส่วนสินค้าพื้นฐานที่ต้องปลูกก็ปลูกเท่าที่จำเป็นกับกลไกตลาด ต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาหมายจับทั้งดาวเทียมเพื่อมาวางแผนเรื่องแลนด์ยูส พื้นที่ไหนเหมาะกับพืชผลอะไร ปริมาณต่อปีควรปลูกเท่าไหร่ หากเกินกว่านั้นก็ควรวางแผนว่าควรจะระบายอย่างไร สุดท้ายเราต้องนำเงินส่วนนี้ไปรับผิดชอบภาระหนี้สินของเกษตรกร แต่เราต้องสร้างรายได้ควบคู่ให้เขาด้วยเขาจึงจะสามารถออกจากวงจรอุบาทว์ในการที่มีหนี้สินพอกรุ่นต่อรุ่นได้ การให้อย่าให้เปล่าแต่ต้องให้เขาช่วยตัวเองแลกกับการพัฒนาเกษตรยุคใหม่ที่พึ่งพาตัวเองได้และมีรายได้เสริม หากเขาเข้าโปรแกรมเราก็สามารถที่จะช่วยเหลือในสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

นายสรยุทธกล่าวต่อว่า ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เราต้องทำ 2 เรื่องคือ 1.มาตรการต้องเข้มข้น การนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแบบไม่ถูกต้องไม่ได้คุณภาพแล้วมากระทบต่อโครงสร้างของตลาด ต้องไม่มีการสวมสิทธิ ไม่เช่นนั้นเม็ดเงินจ่ายไปเท่าไหร่ก็จะไม่เกิดประโยชน์กับเกษตรกร และ 2.หากมีการแทรกแซงจริง ต้องแพลนล่วงหน้าว่าหากมีการแทรกแซงแล้วจะทำอย่างไรต่อ หากจะเก็บจะเก็บอย่างไร ใครเป็นคนจำหน่าย ระบบการจำหน่ายต้องเป็นระบบ ขอสุดท้ายแล้วจะเป็นการล้มละลายในภาคใหญ่ แต่หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบแม้จะมีการแทรกแซงมากในระยะสั้น ก็จะทำให้ประเทศชาติไม่ได้รับความเสียหายและตลาดโดยรวมในปีถัดไปหรือในรอบถัดไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบ หากเราทำดีพอก็จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและประเทศชาติ

สำหรับคำถามด้านสังคม ถามว่า ประเทศไทยควรมีแผนรับมือสถานการณ์ความแปรปรวนสภาพอากาศโลกอย่างไร นายสรยุทธกล่าวว่า วันนี้เราเจอกับสภาพอากาศภาวะโลกร้อน ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์กับอะไรได้ในปัจจุบัน แต่สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีล้วนล้วน ซึ่งวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่เราสามารถจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านอากาศหรือการใช้ดาต้า ซึ่งจริงๆ มีการนำเสนอให้รัฐบาลไปแล้วสองรัฐบาล แต่กลับยังไม่มีใครสนใจสิ่งนี้หากเรามีดาต้าก็จะสามารถประมวลผลได้เลยว่าจะทำอย่างไรในการบริหารจัดการ ซึ่งไม่ใช่แค่ภัยพิบัติแต่รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทั้งดินและแม่น้ำอย่างเหมาะสม ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเรื่องแค่นี้หากเทียบกับเม็ดเงินที่เราสูญเสียไปเทียบไม่ได้เลยแต่ทำไมจึงไม่ทำ ฉะนั้น หากจะรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่การทำแผนที่ แต่เซ็นเซอร์ที่อยู่ในอวกาศจะบอกหมดว่าวันนี้ไฟไหม้ที่ไหน ความชื้นในปัจจุบันไม่พอ ในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จะมีการจำลองโมเดลผ่านเอไอ

คำถามด้านเทคโนโลยี ถามว่า ท่านมีนโยบายแก้ปัญหาที่เกิดจากอาชญากรรมไซเบอร์อย่างไร นายสรยุทธกล่าวว่า หากแก้ปัญหาเรื่องนี้ ต้องเข้าใจเรื่องเทคโนโลยี สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการทำโครงสร้างพื้นฐานของเราทั้งหมดให้ครอบคลุม โดยเฉพาะ Data Center และดึงต่างประเทศเข้ามาช่วยเรา เพราะข้อมูลต่างๆ ที่เชื่อมโยงทั่วโลก ไม่สามารถตรวจจับได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศ วันนี้ บริษัทต่างๆ ในต่างประเทศ สนใจมาลงทุน Data Center ในประเทศไทย เราสามารถให้เขาสนับสนุนเรื่องนี้ได้ วันนี้เราต้องไม่พูดถึงสแกมเมอร์อย่างเดียว แต่ต้องพูดถึงการแฮกข้อมูลหรือการปล่อยไวรัสเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หากเราไม่พัฒนาทักษาคนของเราให้มีความรู้เรื่องซอฟต์แวร์ หรือเอไอ เราก็จะไม่สามารถป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ ยํ้าว่า เราต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับ และเชื่อมโยงกับทุกคนบนโลก