3 แคนดิเดตนายกฯ เชน-มาร์ค-เท้ง ร่วมประชันนโยบายในงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics’
เมื่อวันที่ 21 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 3 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เข้าร่วมดีเบตในหัวข้อ ประเทศไทยภายใต้นายกชื่อ … ภายใต้การจัดงานของ เครือมติชนจัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันโยบายวิสัยทัศน์ ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
นายยศชนัน กล่าวถึงนโยบายของพรรคพท. ตั้งเป้าหมายว่าจะนำประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะทำอย่างไรให้คนไทยรวยและทำยังไงให้คนไทยรวยขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของเรื่องรายได้สูงคืออธิปไตยทางความคิด อธิปไตยทางปัญญาและสิ่งที่เราสามารถคิดค้นใหม่ขึ้นได้เอง สามารถอธิบายได้ว่าเมื่อไหร่ที่คนเป็นนักคิดมาเจอกับนักปฏิบัติ สิ่งนี้สามารถจะเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ตลอดๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะกลไกทางเศรษฐกิจ คือ 1.เราจำเป็นต้องผลักดันสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย 2.ต้องให้แข่งขันอย่างสมส่วนไม่ให้ถูกชะลอ และ 3.หากจะอุ้ม ต้องไปอุ้มธุรกิจที่ล้มลง อัพสกิลและรีสกิลให้สามารถกลับมาสู่วงล้อของเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้นได้
นายยศชนัน กล่าวว่า เราจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น ต้องมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบใหม่และหมุนเวียน ส่วนการใช้นโยบายว่ายกเครื่องประเทศไทยและเพื่อไทยทำได้ ต้องแก้ไขปัญหาทุกอย่างอย่างเป็นระบบและโดยสิ้นเชิง คนที่จะทำได้ต้องมีประสบการณ์ จึงมองว่า ปัจจุบัน ตัวประเทศไทยเองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนแปลง
“สิ่งที่ให้ความสำคัญอีกอันคือพรรคเพื่อไทย เกิดมากับพ่อแม่พี่น้องประชาชน เกษตรกร เอสเอ็มอี ดังนั้น การขยับปิรามิดทั้งหมดต้องขยับตั้งแต่รากฐาน วันนี้ถ้าคนยังเป็นหนี้ก็ยังไม่สามารถไปข้างหน้าได้ ต่อมาเรามีความจำเป็นต้องทำให้เครื่องจักรอุตสาหกรรมเพิ่มเกี่ยวกับผลิตภาพ หรือเรียกว่า โปรดักส์ทวิลิตี้ เนื่องจากปัจจุบันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราไม่สามารถที่จะเพิ่มประชากร สิ่งที่ต้องทำคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาในสู่รูปแบบเพื่อให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น” นายยศชนัน กล่าว
นายยศชนัน กล่าวตอนท้ายว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนคือ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง เปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เราจึงใช้คำว่ายกเครื่องประเทศไทย และต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ จึงขออาสาเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน
ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดีเบตว่า ถ้ามีโอกาสนำพาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดบ้านเมืองต้องสุจริต การทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้สูญเสียงบประมาณ ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน ยิ่งการทุจริตในระยะหลังอันตรายมากคือการซื้อขายตำแหน่งระดับสูงในระบบราชการ พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปสร้างหลักเกณฑ์กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายระดับสูงมีความโปร่งใส ไม่มีใครกระโดดค้ำถ่อมาเพื่อรับใช้นักการเมืองหรือเพื่อหาประโยชน์ตนเอง และระดับสูงสุด ในส่วนของนักการเมือง จะต้องเพิ่มมาตรฐานการเปิดเผยว่านักการเมืองหรือผู้มีอำนาจทั้งหลาย มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจใด บริษัทไหน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย
นายอภิสิทธิ์์ยังกล่าวถึงการมุ่งปราบทุนเทา สแกมเมอร์ เป็นเรื่องเร่งด่วน เอาคนที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการทุนเทาออกจากตำแหน่งโดยเร็ว ออกพระราชกำหนดเพิ่มเขี้ยวเล็บ ทั้งเรื่องอายัดทรัพย์กรณีที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ เรื่องการทำธุรการต่างๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือใครและต้นทางคือใคร คริปโต ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ช่องทางอื่นๆ ที่ใช้ในการฟอกเงินปัจจุบัน ต้องเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบมากขึ้น ต้องแน่ใจว่า เราประกาศบ้านเมืองสุจริตจะทำเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่เพราะไม่เกี่ยวกับทุนเทา
ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัจจุบัน เศรษฐกิจโตร้อยละ 2 ต่อปี ต่ำกว่าในอดีตมาก สำหรับเราใน 4 ปี เศรษฐกิจต้องกลับไปเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 5 หนี้ครัวเรือนต้องกลับมาสู่ร้อยละ 60 ขณะที่นโยบายครอบคลุมชีวิตคนตั้งแต่เกิดจนตาย แม่ที่กำลังจะคลอดลูก มั่นใจได้ว่าปีแรกจะได้รับเงินจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เดือนละ 5,000 บาท บวกกับแรกเกิด 5,000 บาท ปีแรก 65,000 บาท จากนั้นจะเติมเงินในบัญชีให้กับเด็กเดือนละ 500 บาท จนถึงอายุ 18 ปี จะมีเงินออม 1 แสนบาท เพื่อตั้งตัวได้ เป็นต้น
จากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขึ้นดีเบต กล่าวตอนหนึ่งว่า หากทุกคนเลือกการเมืองแบบเดิมจะได้หน้าตารัฐบาลแบบเดิม ขอเชิญชวนให้มาตั้งรัฐบาลประชาชนร่วมกัน จะทลายกรอบการเมืองเดิมๆ ตั้งใจเข้ามาเปลี่ยนประเทศ 4 ด้าน ได้แก่ 1.เศรษฐกิจ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส รับมือสังคมสูงวัยและปัญหาชายแดน 2.คุณภาพชีวิต ทำให้ทุกคนในประเทศเกิดมาดี โตดี และจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี 3.การปฏิรูปรัฐ เปลี่ยนจากรัฐกระดาษเป็นรัฐแพลตฟอร์ม 4.ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ ทำให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน
“ที่ผ่านมา เราขาดผู้นำที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองเพื่อมารับใช้ประชาชน ขาดทีมบริหารที่มุ่งการแก้ปัญหาให้ประชาชน มากกว่าการแบ่งต่อรองผลประโยชน์ พรรคประชาชนยังมี 200 นโยบาย ภายใต้กรอบ 9 วิธีคิด อาทิ การพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาในประเทศเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนแบบแลนด์บริดจ์ หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เป็นเมกะโปรเจกต์สีส้ม ด้วยวงเงิน 6.3 แสนล้านบาท ภายใต้กรอบ 8 ปี เงินลงทุน 1 บาท ต้องได้ 3 ต่อ คือ ลดต้นทุนให้ประชาชน สร้างแต้มต่อให้ธุรกิจ และสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้น ต่อด้วยการเปลี่ยนรัฐให้เป็นโครงการ ผ่านแนวคิด “รัฐ Platform” ให้งบประมาณกับเอกชนในการแก้ปัญหา และให้ประชาชนเป็นผู้เลือก และการเปลี่ยนแนวคิดจากรัฐรวมศูนย์ ให้เป็นท้องถิ่นที่จัดการตัวเองได้ ทำลายคอขวดระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่รวมศูนย์ในกรุงเทพฯ เพื่อให้รัฐเกิดความคล่องตัว ด้วยการผลักดันการกระจายอำนาจ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เป็นต้น
ตอนท้าย หัวหน้าพรรคประชาชนตอบคำถามพีธีกร ถึงเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลยังเหมือนเดิมหรือไม่ ว่ายังคงเหมือนเดิม ไม่สามารถร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรมได้ จะไม่มี สส.พรรคประชาชนโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย และหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ใครยอมรับข้อเสนอของพรรคได้ คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องไม่มีประวัติสีเทา และจะไม่มีโควตาให้เปล่า ต้องทำงานสอดรับกับนโยบายของพรรคประชาชนด้วย

