อภิสิทธิ์ ลุยจันทบุรี ประกาศแนวคิด “เกษตรสีฟ้า”หากปชป.เป็นรัฐบาล เศรษฐกิจในอีอีซีต้องดีขึ้น เพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร ต่อยอดบุกตลาดต่างประเทศ จะทำให้ผลไม้ของไทยทั้งทุเรียน เงาะ มีคุณภาพ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ตามภารกิจ เดินทางลงพื้นที่ตลาดเทศบาลขลุง อำเภอเมืองขลุง จังหวัดจันทบุรี พบปะพ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น รับฟังปัญหาปากท้อง ต้นทุนการผลิต และความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่เผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

นายอภิสิทธิ์เข้าเยี่ยมชมสวนทุเรียนคุณภาพ “สวนพวงมณี” พูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนถึงปัญหาต้นทุนปุ๋ยและเคมีการเกษตร มาตรฐานคุณภาพผลผลิต การตรวจสอบสินค้า และการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยย้ำว่า การลงพื้นที่สวนทุเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมชมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการรับฟังปัญหาจากเกษตรกรตัวจริง เพื่อนำไปออกแบบนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตามแนวคิด “เกษตรสีฟ้า” ของพรรคประชาธิปัตย์

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยว่า ขอยืนยันว่านโยบายประกันรายได้ เรากลับมาทำแน่นอน ทั้งมีการประกันรายได้เกษตรกรที่ปลูกข้าว ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรทำการเกษตรแล้วไม่ขาดทุน หากใครเป็นคนไปรับจ้าง ก็มีค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ เราจะใช้วิธีคำนวณค่าครองชีพของแต่ละจังหวัด ถ้าพบว่าค่าครองชีพของจังหวัดนั้นๆ สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะช่วยจ่ายส่วนต่างให้ทันที อาทิ กรณีของจ.จันทบุรี สมมติเราคำนวณแล้วมาตรฐานค่าครองชีพของที่นี่คือ 420 บาทต่อวัน ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในตอนนั้นคือ 400 บาท รัฐบาลประชาธิปัตย์จะจ่ายส่วนต่างให้อีก 20 บาทซึ่งแบบนี้จะทำให้คนทำงานมีรายได้ ผู้ประกอบการธุรกิจก็อยู่ได้ และไม่เป็นการกดดันให้ภาคธุรกิจต้องขึ้นราคาสินค้า นี่คือแนวทางที่เราคิดขึ้นมาเพื่อคนทำงาน สำหรับคนทำงานอิสระ เราก็มีนโยบายที่ให้ความเป็นธรรมและให้การดูแล คนทำงานอิสระได้มีความมั่นคง และมีสวัสดิการมากขึ้น

นายอภิสิทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เราต้องทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่านี้ สำหรับภาคตะวันออกมีโครงการอีอีซี แม้จะมีคนมาลงทุนในโครงการนี้ แต่เงินก็มาไม่ถึงคนไทยจริงๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งนโยบายของภาคประชาธิปัตย์ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น เราต้องมีเครื่องยนต์ใหม่ที่จะมาทำให้เศรษฐกิจโต อาทิ เรื่องพลังงานสะอาดที่จะช่วยลดค่าไฟฟ้าด้วย การส่งเสริมเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่สำคัญคือเรื่องการแปรรูปอาหารเพื่อยกระดับการเกษตรของเรา โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งจะต้องอาศัยสภาเกษตรหรือสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรได้เข้าถึง เทคโนโลยีที่เป็นของรัฐจัดให้ เพื่อนำไปใช้เพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพของสินค้าการเกษตร พร้อมกับลดต้นทุนเรื่องปุ๋ย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้น้ำน้อยลง และคุณภาพดินดีขึ้น อีกทั้งเราจะลงทุนเรื่องน้ำให้มากขึ้น เราต้องเป็น “เกษตรสีฟ้า” เหมือนเสื้อที่ตนใส่อยู่นี้ ยี่ห้อ “27- 27 -27 ใช้แล้ว สุจริต เศรษฐกิจโต”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการที่ตนได้ ไปเยี่ยมชมสวนทุเรียน ทำให้ได้รับทราบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุเรียน ทั้ง การที่ทุเรียนของไทยถูกกล่าวหาว่ามีการใส่สาร ปนเปื้อนเข้าไป ซึ่งถูกตรวจพบที่ด่านของจีน ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องสนับสนุนเรื่องการตรวจสอบคุณภาพและรับรองมาตรฐาน โดยให้มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หรือห้องแลปในพื้นที่ เพื่อให้ผลผลิตการเกษตรของเราได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐาน และพัฒนาให้มาตรฐานของไทยเป็นที่ยอมรับเป็นมาตรฐานโลก ซึ่งจะช่วย เพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตรของไทยและต่อยอดบุกตลาดต่างประเทศ จะทำให้ผลไม้ของไทยไม่ว่าจะเป็นทุเรียน เงาะ กล้วย หรือผลไม้อื่นๆ เมื่อประทับตราว่าเป็นของไทย แปลว่ามีคุณภาพดี และเชื่อถือได้เรื่องความปลอดภัย รวมถึงยังตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสามารถแปรรูปให้เป็นของที่มีราคาแพงได้ นี่คือเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ภายใต้แนวคิด “เกษตรสีฟ้า” ที่จะทำให้ภาคตะวันออกมีรายได้มหาศาลจากภาคการเกษตร

“นโยบายต่างๆที่เรานำเสนอต่อประชาชนนั้น ถ้าไม่สามารถผ่านด่านกระสุนสีเทา ทุกอย่างก็จะทำไม่ได้ และถ้าเงินยังสามารถซื้อสส.เข้าสภา ถ้าเงินยังซื้อตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีได้ และถ้าเงินซื้อกระบวนการยุติธรรมได้ ประเทศไทยไม่มีทางหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ เพราะคนที่จะมาปราบทุนเทาได้อย่างแท้จริงคือประชาชนต้องช่วยกัน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องมาเชิญชวน ประชาชนทุกคน ให้มาร่วมกันสร้างบ้านเมืองที่สุจริตตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยเลือก ประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ไปแก้ปัญหา และทำให้ไทยหายจน ตนยังรอการสนับสนุนจากประชาชนใน จ.จันทบุรีและในภาคตะวันออก ที่เคยสนับสนุนเรามาแล้วในอดีต จึงขอโอกาสอีกสักครั้ง ให้เราไปร่วมมือกับประชาชน ไปทำสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว










