สวนดุสิตโพลเผย ปชช.กว่าครึ่ง เคยอ่านรธน.60 บางส่วน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย ‘เท้ง-ปชน.’ คะแนนนำโด่ง
เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุลิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,269 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 20- 23 มกราคม2569 ในประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.15 เคยอ่าน/ศึกษารัฐธรรมนูญ 2560 บางส่วน โดยรวมคิดว่าตนเองเข้าใจรัฐรรมนูญ 2560 เล็กน้อย ร้อยละ 47.82 มองว่าข้อดี คือ มีกลไกตรวจสอบนักการเมืองเข้มแข็ง ร้อยละ 37.99 ข้อจำกัด คือ เปิดช่องให้กลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูง ร้อยละ 41.65 ข้อมูลเพิ่มเติมที่ต้องการรู้เพื่อ
ช่วยในการตัดสินใจโหวดประชามติ คือ บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาขนในรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 50.29 ทั้งนี้มองว่ารัฐธรรมนูญค่อนข้างเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน ร้อยละ 38.70
เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 20.76 ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.57 ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 31.16 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.20 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.11 และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวณี (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 33.80
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องไกลตัวในด้านความเข้าใจ แต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ ส่วนใหญ่เคยอ่านรัฐธรรรมนูญเพียงบางส่วนและรับรู้แค่คร่าว ๆ จึงต้องการข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีบทบาทอย่างไร และรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 กระแสความนิยมยังไปในทิศทางเดียวกันทั้งปาร์ตี้ลิสด์ เขต และตัวบุคคล โดยพรรคประชาชนยังคงนำโดยไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงช่วงก่อนการเลือกตั้ง

ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัย
สวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวรจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 สามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับระบการเมืองไทยในภาพรวมได้อย่างชัดเจน ในส่วนของการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ประชาชนอยู่ในภาวะสนใจแต่ยังไม่มั่นใจ มีความเข้าใจในข้อมูลระดับหนึ่งแต่ยังไม่ลึกซึ้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากความไม่ตื่นตัวทางการเมือง หากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมญที่มีความจับช้อนและห่างไกลจากชีวิตประจำวัน
เมื่อพิจารณาควบคู่กับทัศนคติในการเลือกตั้ง จะเห็นว่าประชาชนประเมินทั้ง “กติกา” และ “ผู้เล่นทางการเมือง” ไปพร้อมกัน โดยเลือกพรรคการเมืองจากความคาดหวังต่ออนาคตและความสามารถในการตอบโจทย์ปัญหาปากห้องมากกว่าความผูกพันทางการเมืองแบบเติม ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองจึงมีลักษณะเปราะบางแต่เปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงนโยบาย ในบริบทนี้ การทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิบไตย หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและยกระดับความชอบธรรมของระบอบประชาธิบโตยไทย

