4 พรรค ประชันวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ แก้หนี้อย่างไรให้ยั่งยืน ชี้ต้องให้ความสำคัญวินัยการเงิน
วันที่ 26 มกราคม ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ภายใต้ 5 โจทย์สมรภูมิเศรษฐกิจ โดยในสมรภูมิที่ 2 “สงครามหนี้” ได้ตั้งคำถามว่า “คุณจะเร่งแก้ไขหนี้ประเภทไหน และด้วยแนวทางใดที่เป็นรูปธรรมที่สุด”
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมองการแก้ปัญหาหนี้ของประเทศไทยในภาพรวมทั้งระบบ และเสนอ 5 มาตรการหลักเพื่อแก้ไขภาระหนี้ให้กับประชาชน
“เรื่องแก้หนี้ของพรรคเพื่อไทย เรามองทั้งระบบ โดยเสนอ 5 มาตรการย่อย เพื่อแก้ปัญหาหนี้ให้แก่พี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องของเอสเอ็มอี เกษตรกร ผู้สูงวัย หนี้นอกระบบ และ คนที่มีประวัติดี”
มาตรการแรก คือการแก้หนี้ให้ประชาชนโดยทั่วไป ผ่านการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้าซื้อหนี้เสียมาบริหารจัดการรวมศูนย์ โดยลูกหนี้ที่เป็น NPL ต่ำกว่า 200,000 บาท และเป็นหนี้เสียไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ทั้งสถาบันการเงินเอกชนและรัฐ สามารถเข้าโครงการเจรจาชำระหนี้ โดยจ่ายเพียง 10% ของยอดหนี้ เพื่อปิดจบหนี้ พร้อมดูแลประวัติเครดิต เพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้
มาตรการที่สอง คือการแก้หนี้ผู้สูงอายุวัยเกษียณ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งมีความสามารถในการหารายได้และชำระหนี้ลดลง พรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐเข้าไปจัดการหนี้ที่เป็น NPL เกิน 1 ปี และมียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยลูกหนี้ไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม เพื่อปลดภาระและเปิดโอกาสให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้
มาตรการที่สาม คือการแก้หนี้เกษตรกร ซึ่งปัจจุบันเผชิญปัญหารายได้เติบโตไม่ทันรายจ่าย พรรคเพื่อไทยเสนอ “โครงการพักหนี้เกษตรกร” เป็นระยะเวลา 3 ปี สำหรับหนี้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยพักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อลดภาระและเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวได้
มาตรการที่สี่ คือการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยาก พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้ดึงลูกหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบการเงิน ผ่านโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบ ลดความเสี่ยงจากดอกเบี้ยสูงและความไม่เป็นธรรม
มาตรการที่ห้า คือการให้รางวัลแก่ผู้มีวินัยทางการเงิน โดยผู้ที่ชำระหนี้ดีควรได้รับแรงจูงใจ ไม่ใช่ถูกปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกับผู้ผิดนัดชำระหนี้ พร้อมส่งเสริมการสร้างประวัติเครดิตที่ดี เพื่อเปิดทางสู่สินเชื่อในอนาคต
นายเผ่าภูมิกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้หนี้ไม่ควรจบเพียงการเคลียร์หนี้ระยะสั้น แต่ต้องมีมาตรการระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น พรรคเพื่อไทยสนับสนุนการใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) เช่น การชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ และพฤติกรรมการค้าออนไลน์ มาใช้ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต และเชื่อมโยงไปสู่ “นักกล้า” การค้ำประกันสินเชื่อในระบบใหม่ ซึ่งจะเป็นการลดภาระของประชาชนในการเข้าถึงสินเชื่อราคาแพงทั้งระบบ
นอกจากนี้ ในระยะยาวจะสร้างรายได้ให้ประชาชน ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เพื่อให้การแก้หนี้เป็นไปอย่างยั่งยืน
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ปัญหาหนี้เป็นเรื่องซับซ้อน การแก้หนี้ไม่ใช่เพียงการยกเลิกหนี้ แต่ต้องควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน และออกแบบโครงสร้างที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว โดยพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการแก้หนี้ 4 กลุ่มหลัก
กลุ่มแรก คือหนี้เกษตรกร ซึ่งเป็นหนี้ที่สามารถสร้างผลิตภาพได้ พรรคเสนอให้รับซื้อหนี้เกษตรกรจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาปรับโครงสร้างใหม่ ลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ พร้อมย้ำว่าการแก้หนี้ต้องไม่หยุดแค่ปลายเหตุ แต่ต้องทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ทั้งการจัดเก็บหนี้ให้สอดคล้องกับฤดูกาลผลิต การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำแล้ง น้ำท่วม รวมถึงการลดต้นทุนการผลิตผ่านระบบสหกรณ์และการใช้เครื่องมือการเกษตรสมัยใหม่
กลุ่มที่สอง คือหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นภาระของเยาวชนตั้งแต่ยังไม่มีรายได้ พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางแก้หนี้โดยไม่ทำลายวินัยทางการเงิน ผ่านการสนับสนุนให้มีงานทำตั้งแต่ช่วงเรียน เช่น งานธุรการในสถานศึกษา หรือการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เพื่อให้สามารถชำระหนี้หรือบรรเทาภาระหนี้ระหว่างเรียน และใช้กลไกการจับคู่งานกับผู้กู้ที่จบการศึกษาแล้วอย่างเป็นระบบ
กลุ่มที่สาม คือหนี้ครู ซึ่งเป็นหนี้ที่มีความซับซ้อนสูงจากค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากรายจ่ายประจำ พรรคเห็นว่าต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจทางการเงิน การรีไฟแนนซ์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ครูมีเสถียรภาพทางการเงิน และสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านวินัยการเงินไปยังนักเรียนได้ในระยะยาว
กลุ่มที่สี่ คือหนี้ครัวเรือน ซึ่งพรรคแสดงความกังวลต่อรูปแบบสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later) ที่เข้าถึงได้ง่าย ขณะที่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น จึงเห็นว่าถึงเวลาที่รัฐต้องเข้ามากำกับดูแลทั้งแพลตฟอร์มและสถาบันการเงินอย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน
“แก้หนี้ไม่ใช่แค่ยกเลิกหนี้ เราจะต้องสร้างวินัยการเงินในภาพรวม มี 4 เรื่องที่เราให้ความสำคัญ หนี้เกษตรกร หนี้ กยศ. หนี้ครู และ หนี้ครัวเรือนหรือหนี้ส่วนบุคคล ซึ่งเรามีความกังวลมาก วันนี้มีแพลตฟอร์มสมัยใหม่ Bay Now Pay Later มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการกำกับดูแล”
ดร.การดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีวินัยทางการเงินและชำระหนี้ดี ควรได้รับรางวัล ไม่ใช่ถูกปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกับผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยเสนอให้พัฒนาระบบเครดิตสกอริ่งที่สะท้อนพฤติกรรมการชำระเงินจริง และเปิดโอกาสให้เริ่มต้นใหม่ เมื่อมีการชำระหนี้คืนแล้ว เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่สร้างผลิตภาพได้ในอนาคต
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอการใช้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยเฉพาะแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม มาเป็นทางเลือกในการประเมินเครดิต (alternative credit scoring) เพื่อดึงแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบสินเชื่อที่เป็นธรรม ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง และตัดวงจรหนี้ซ้ำซ้อนในระยะยาว
ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า การแก้ปัญหาหนี้ต้องทำควบคู่กัน 2 ขา โดยขาแรกคือการผลักดันพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับใหม่ เพื่อให้กระบวนการจัดการหนี้รวดเร็วขึ้น พร้อมคุ้มครองสิทธิทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ ช่วยให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้
ขาที่สอง ซึ่งเป็นข้อเสนอใหม่ของพรรคประชาชน โดยระบุว่าปัญหาหนี้ของไทยมีความหลากหลายและซับซ้อนสูง ไม่ใช่หนี้ประเภทเดียวหรือเจ้าหนี้รายเดียวอีกต่อไป โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่ทับซ้อน ทั้งบัตรเครดิต หนี้นอกระบบ และหนี้จากการทำธุรกิจขนาดเล็ก ทำให้กลไกของรัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน
พรรคประชาชนจึงเสนอโมเดล “หมอหนี้” เปิดทางให้ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร นอนแบงก์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ผ่านคุณสมบัติ เข้ามาทำหน้าที่จัดการและปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้รัฐถอยมาเป็นผู้กำกับ ดูแลมาตรฐาน และตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ขณะที่ลูกหนี้สามารถเลือกใช้บริการหมอหนี้ที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาของตนเอง
“ปัจจุบันปัญหาหนี้มีความซับซ้อนมาก เราก็เลยมองว่าถ้าจะตีโจทย์หนี้ครัวเรือนไทย หนี้เอสเอ็มอี หนี้ธุรกิจให้มันแตก เราคิดว่าต้องใช้กลไกต่าง ๆ เข้ามาช่วย โดยเราเสนอให้มีโครงการหมอหนี้”
นายวีระยุทธระบุว่า ลูกหนี้แต่ละกลุ่มมีปัญหาไม่เหมือนกัน มนุษย์เงินเดือนที่มีหนี้บัตรเครดิตจำนวนมาก ย่อมต้องการแนวทางต่างจากผู้ประกอบการรายย่อยหรือผู้ที่มีหนี้นอกระบบ การเปิดให้กลไกตลาดเข้ามาช่วย จะทำให้การแก้หนี้มีความยืดหยุ่นและตรงจุดมากขึ้น
ทั้งนี้ รัฐอาจใช้มาตรการจูงใจเพิ่มเติม หากหมอหนี้สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ เพื่อเร่งให้ระบบเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่า โมเดลนี้ไม่ใช่การล้มแนวทางเดิม แต่เป็นการเพิ่มเครื่องมือใหม่ เพื่อรับมือกับสงครามหนี้ที่ซับซ้อนกว่าที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแก้หนี้ภาคเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอายุมากกว่า 70 ปี ซึ่งมีอยู่หลายแสนคน และหลายรายชำระหนี้ไปแล้วเกินกว่าเงินต้น แต่ยังคงต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยต่อเนื่อง ทั้งที่ศักยภาพในการประกอบอาชีพลดลงอย่างมากตามสภาพร่างกาย โดยระบุว่าหากอายุเกิน 70 ปี และชำระหนี้เกินเงินต้นแล้ว ก็ควรได้รับการปลดภาระหนี้อย่างเหมาะสม
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยแบ่งโครงสร้างหนี้ออกเป็น 2 ประเภทคือ หนี้ดีและหนี้เสีย ซึ่งมาตรการเร่งด่วนของพรรคคือการเข้าไปแก้ไขหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท นับเป็นครั้งแรกที่รัฐเลือกแก้หนี้โดยให้ความสำคัญกับ “จำนวนลูกหนี้” มากกว่า “มูลค่าหนี้” เนื่องจากลูกหนี้ในกลุ่มนี้มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40-50% ของลูกหนี้ทั้งหมดในระบบ
อย่างไรก็ตาม นายสิริพงศ์ยอมรับว่า ในช่วงออกแบบนโยบาย พรรคได้มีการถกเถียงอย่างเข้มข้นถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะประเด็น “Moral Hazard” หรือการเสียวินัยทางการเงิน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนบางส่วนปล่อยให้หนี้กลายเป็นหนี้เสีย เพื่อรอการช่วยเหลือจากรัฐ แต่พรรคมองว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถตั้งหลักทางเศรษฐกิจและลืมตาอ้าปากได้ เป็นความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงตัดสินใจเดินหน้านโยบายดังกล่าว
“มาตรการเร่งด่วนของพรรค คือการเข้าไปแก้ไขหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในช่วงออกแบบนโยบาย พรรคได้มีการถกเถียงอย่างเข้มข้นถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะประเด็น “Moral Hazard” หรือการเสียวินัยทางการเงิน”
นายสิริพงศ์กล่าวว่า การช่วยเหลือไม่ได้จบเพียงการปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องจากในอดีตพบว่าลูกหนี้จำนวนมากยังติดปัญหาประวัติเครดิตในระบบเครดิตบูโร ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ และไม่สามารถเดินหน้าทางเศรษฐกิจต่อได้ พรรคภูมิใจไทยจึงได้ดำเนินการปลดล็อกปัญหาดังกล่าวในช่วงที่เป็นรัฐบาล ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ พรรคย้ำว่านโยบายลักษณะนี้ไม่สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง เพราะจะนำไปสู่การบั่นทอนวินัยทางการเงินของระบบโดยรวม และสร้างความเสี่ยงในระยะยาว
สำหรับลูกหนี้ชั้นดี พรรคไม่ได้เลือกใช้แนวทางลดหนี้โดยตรง เนื่องจากมองว่าอาจกระทบความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน และทำให้ระบบการปล่อยสินเชื่อในอนาคตมีความระมัดระวังมากเกินไป แนวทางที่เลือกใช้คือการให้ “รางวัล” แก่ลูกหนี้ที่มีวินัยทางการเงิน ด้วยการเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินเชื่อใหม่ในอัตราดอกเบี้ยและวงเงินที่ใกล้เคียงกับหนี้เดิม เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้ดำเนินการแล้ว และมีแนวคิดที่จะผลักดันอย่างต่อเนื่อง

