เปิดหน้า Next Gen! พีระพันธุ์ ดวงประทุม ลูกชาวบ้าน หลานชาวนา ขออาสาคืนชีวิตให้กาฬสินธุ์

26.01.26 | 18:48 น.

เปิดหน้า Next Gen! พีระพันธุ์ ดวงประทุม ลูกชาวบ้าน หลานชาวนา ขออาสาคืนชีวิตให้กาฬสินธุ์

ออกตัวว่าเป็นเพียง ลูกชาวบ้านหลานชาวนา แต่เพราะอุดมการณ์ที่มีร่วมกัน ทำให้ เอส พีระพันธุ์ ดวงประทุม ตัดสินใจตบเท้าเข้ามาคัดเลือกเป็นผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน ฝ่าด่านหินไม่น้อย กระทั่งได้เป็นตัวแทนพรรค เปิดตัวลงสนามเลือกตั้ง 2569 ใน ฐานะผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคประชาชน (ปชน.)

เอส จบปริญญาตรีจาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จบปริญญาโท กฎหมายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ดีกรีทนายความที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 8 ปี เขานิยามตัวเองไว้ว่า “เป็นลูกชาวบ้าน หลานชาวนา” ที่มองเห็นปัญหาของบ้านเกิดอย่าง กาฬสินธุ์ และอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ

ก้าวสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเบนเข็มจากการเป็นนักกฎหมาย สู่ นักการเมืองของเขา มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นไอดอล จุดประกายความหวังแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้ง “บ้านเกิด” และ “ประเทศไทย”

“ธนาธร และ พิธา ทำให้ผมคิดเรื่องนโยบายการกระจายอำนาจได้ดีมาก คุณเอกบอกว่าการกระจายอำนาจจะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมพร้อมๆ กัน ส่วน พี่พิธา เขาพูดเรื่องการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจ ขับเคลื่อนเงิน ขับเคลื่อนงบประมาณ ผ่าน อปท. อบจ.

Advertisement

ทำให้ผมคิดว่า ถ้าสามารถขับเคลื่อนกลไกเหล่านี้ผ่านการกระจายอำนาจได้ ประเทศเราคงเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่พัฒนาไปได้รวดเร็วมาก แต่ต้องไม่มีการทุจริต ต้องไม่มีเส้นสาย ต้องไม่มีการเมืองบ้านใหญ่ อันนี้คือสิ่งที่พรรคการเมืองต้องมีความเห็นร่วมกัน”

เมื่อมีประกายความสนใจทางด้านการเมือง พีระพันธ์ เริ่มต้นเข้าสู่แวดวงการเมือง ด้วยการไปเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ จอจาน-เอกราช อุดมอำนวย ส.ส.กทม.ปชน. ก่อนจะไปเป็นที่ปรึกษาในกรรมาธิการ (กมธ.) ต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะมีการยุบสภา เป็นเลขานุการ กมธ.ทหาร ร่วมงานกับ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขับเคลื่อนเรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่าง ทหารกับประชาชน

นั่นทำให้เขาได้เห็นปัญหาจากตัวท้องถิ่นเอง ก่อนนำไปกระตุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อ

เก็บเกี่ยวประสบการณ์เต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาที่เขาจะก้าวเป็นตัวจริง ท้าประชันหวังคว้าชัย เป็นตัวแทน เป็นปากเป็นเสียงให้กับกาฬสินธุ์

“ผมเป็นเพียงลูกชาวบ้าน หลานชาวนา ที่ได้เห็นสภาพความเป็นจริงของจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่แทบจะเหมือนเมืองร้าง ยากที่จะผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดถัวเฉลี่ยออกมาแล้วต่ำมากจริงๆ จึงเกิดคำถามว่า ทำไมกาฬสินธุ์เรายังซบเซา? เพราะเกิดจากการผูกขาดอำนาจของกลุ่มนักการเมืองหรือไม่ เรามีรัฐมนตรีจากจังหวัดกาฬสินธุ์ มา 3-4 คนแล้ว แต่ทำไมกาฬสินธุ์ยังเหมือนเดิม กาฬสินธุ์ผิดอะไร? ทำไมถึงไม่มีคมนาคมที่ดี จึงตัดสินใจตบเท้าเข้าสมัครตามกลไกพรรค”

ก่อนจะตกผลึกว่า คำตอบของสิ่งที่เขาถามดังๆ นี้ ก็คือ “การกระจายอำนาจ” จากรัฐสู่ท้องถิ่น คือ หนทางที่จะแก้ปัญหาให้เมืองที่เขารัก และนี่เอง ก็เป็นแนวทางที่เขายึดถือในการทำการเมือง

พีระพันธ์ เผยว่า ปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจของรัฐ เป็นเรื่องที่ศึกษามาตลอด และให้ความสนใจมากๆ เพราะการที่จะสร้างเมือง สร้างงาน การที่จะมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประปาไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค ระบบบำบัดน้ำเสีย มันเกิดขึ้นจากการกระจายอำนาจหรือกระจายเงิน กระจายทรัพยากรมาให้ท้องถิ่น

ท้องถิ่นของเราก็มีกฎหมายหลายอย่าง ที่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรตรงนั้น ทำให้ไม่สามารถขอกู้ได้ ไม่สามารถทำบริการสาธารณะได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ท้องถิ่นยังขาดประสิทธิภาพการตรวจสอบการทุจริต เหมือนมีเงินมาเยอะอะแต่ไม่ตกสู่อ้อมอกอ้อมแขนของประชาชน ประชาชนไม่ได้รับเม็ดเงินนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถนนหนทางก็ซ่อมทุกวัน ซ่อมทุกปี ดังนั้นก็ต้องมีกลไกตรวจสอบไปควบคู่กับการกระจายอำนาจของรัฐ

นอกจากนี้ เขายังอยากจะแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาที่สั่นสะเทือนความเป็นอยู่ของประชาชนคนอีสานหนักมาก

พีระพันธ์ กล่าวว่า ตนอยากคืนพลเมือง คืนลูก คืนหลาน คืนแรงงาน ให้กับสังคม กาฬสินธุ์มีปัญหาด้านยาเสพติดเยอะมาก กระทั่งวันที่ไปติดป้ายหาเสียง ยังเจอคนเสพยาเดินผ่าน 3-4 คน รู้สึกว่าเกินไปแล้ว คนเหล่านี้ ควรจะได้รับการดูแลฟื้นฟูเพื่อให้เขากลับเข้าสู่สังคม เป็นพลเมืองที่ดี ซึ่งในเรื่องนี้ ก็อยากจะไปกระตุกให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยดูแล

รวมไปถึงที่ดินทำกิน และ สินค้าเกษตร ที่เขาเคยได้รับรู้ปัญหามาตั้งแต่ร่วมงานกับ กมธ. เนื่องจากกาฬสินธุ์เป็นมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4.3 ล้านไร่ ใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรกว่า 2.7 ล้านไร่ เรียกได้ว่าประชาชนแทบจะทำการเกษตรในการหล่อเลี้ยงชีพ ซึ่งพืชที่ปลูกอันดับ 1 คือ ข้าว ที่กินพื้นที่กว่า 1.5 ล้านไร่

พีระพันธ์ เผยว่า เรามีนโยบายเรื่องพันธุ์ข้าว เป็นเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องด้วยสินค้าบางอย่างของไทยผลิตเยอะ แต่ไม่ได้รับการรับรอง พรรคประชาชนมีนโยบายสนับสนุนค่ารับรองสินค้าเกษตร รายละ 5,000 บาท พัฒนาระบบตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรยกระดับ GAP โดยรัฐหนุนค่าตรวจรับรองให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงและสร้างความเชื่อมั่นระดับสากลด้วย

 

กับการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะเป็นคนใหม่ในการเมืองกาฬสินธุ์ แต่ก็หวังจะเห็นแสงสว่าง โดยเฉพาะ การไม่ซื้อสิทธิขายเสียงช่วงเลือกตั้ง ที่เป็นก้าวแรกของการต่อต้านการทุจริต ปกป้องสิทธิของตนตั้งแต่ก้าวแรก

“การไม่ซื้อสิทธิขายเสียง มันเปรียบเสมือนการซื้อโอกาสของตัวเองที่เคยหายไป ที่เคยเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน เสียโอกาสที่จะเข้าถึงระบบการบริการสาธารณะที่ดี เสียโอกาสทุกอย่างที่จะได้รับการจัดสรรทรัพยากรจากภาครัฐ หรือจากตัวแทนของตัวเองที่เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงในสภา เพราะการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้นย่อมต้องตอบแทนผู้จ่าย เราไม่รู้หรอกว่าเขาจะถอนทุนหรือไม่ แต่ไม่มีใครได้ฟรีๆ แน่นอน เหมือนสัญญาซาตาน

จึงขออย่าแบ่งใจให้ใคร ต้องเลือกทั้งพรรค เลือกทั้งคน ถ้าเลือกพรรคไม่เลือกคนจะไม่มี นายกรัฐมนตรี ชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ