‘การดี’ กาง 4 ความฝัน สร้างความผลิบานให้การเมือง ชูล้างคอรัปชั่นด้วยนํ้าสะอาด-ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ใช้การทูตเชิงรุก พาไทยกลับเบอร์ 1 ภูมิภาค
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 มกราคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ในหัวข้อ การเมืองไทยกับความหวังประเทศ ว่า ตนมองการเมืองในยุคนี้ว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องอาสามาทำงานการเมือง เราอยู่บนความอึดอัดว่าประเทศควรน่าจะไปดีกว่านี้ หากเราสามารถเปลี่ยนปัจจุบันได้ สร้างโครงสร้างที่ดี สร้างรากฐานที่แข็งแรง ประเทศไทยก็สามารถกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคได้ ซึ่งการเมืองคือกระบวนการเรียนรู้ของทุกคน แต่โจทย์สำคัญของตนคือ เราจะนำสิ่งที่เรียนรู้แล้วมาแก้ไขปัญหาที่มีอยู่อย่างไร และจะเปิดโอกาสอนาคตของประเทศไทยอย่างไร
ดร.การดี กล่าวว่า เราไม่ได้ตั้งใจมาเป็นนักการเมือง แต่เรามาเป็นนักพัฒนาโดยใช้เวทีการเมือง เช่นการเสนอนโยบายแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ทำ โดยการรับฟังจากทุกคน แม้แต่ผู้คนที่มีจุดเจ็บต่างกัน ดังนั้น การมองนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ มาจากการดูว่า จุดเจ็บของประเทศไทยจากปัญหาที่สะสมมานานคืออะไร รวมถึงการคอร์รัปชั่นใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเฮงซวยห่วยลงเรื่อยๆ วันนี้เราจะเล่นเกมใหม่โดยใช้กฎเดิมๆ ใช้วิธีการหรือวิธีคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้ แต่เราต้องเปิดทางและพูดคุยกัน

ดร.การดี กล่าวว่า ตนมองว่าช่วงนี้มีการดีเบตกันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงนโยบาย หลักคิด หรืออะไรที่ซ่อนไว้ใต้พรม รวมถึงปัญหานโยบายที่ดึงความสนใจระยะสั้น แต่สร้างความเสียหายให้ประเทศในระยะยาว วันนี้เรามีกลไกที่ช่วยมองสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เรามาช่วยกันสัญญาได้มั้ยว่า จะจับมือกันโดยไม่นับความสำเร็จของนักการเมืองด้วยการทำนโยบายโครงการระยะสั้นๆ เสร็จเร็วๆ ไม่ให้ลูกหลานมาตามเช็ดในระยะยาว มี KPI ความเจริญของประเทศร่วมกัน
ดร.การดี กล่าวว่า ส่วนอนาคตทางการเมืองที่ส่วนตัวมองว่าควรจะเป็นคือ รัฐต้องเป็นผู้ชี้ทางบอกว่าอนาคตมีโอกาสอย่างไรบ้าง และเปิดทางให้ประชาชนหรือเอกชนใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ รัฐต้องไม่ขวางทางด้วยกฎระเบียบที่ล้าหลังและทับซ้อน จนเกิดความยุ่งยากในการทำธุรกิจหรือธุรกรรม ซึ่งจะก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น ส่วนความฝันของตนนั้น ตนมี 4 ความฝันที่เราต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลง คือ 1. การเมืองสุจริต 2. เศรษฐกิจต้องดี 3. ความยุติธรรม 4. ต้องนำประเทศไทยกลับไปเป็นผู้นำในเวทีโลก
ดร.การดี กล่าวว่า ส่วนปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขใน 4 ปี มองว่าต้องมีแนวทางปฏิรูปไปพร้อมกัน โดยมีรัฐเป็นผู้ผลักดัน ต้องจัดการสินทรัพย์ของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และต้องผลักดันภาคการเกษตรไปสู่การทำอาหารคุณภาพสูงเพื่อป้อนสู่ตลาดโลก ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการให้มีความแม่นยำ เกษตรกรเหนื่อยน้อยลงแต่ได้มูลค่าสูงขึ้น ทำอาหารที่ได้ทั้งฟังก์ชันและความปลอดภัย นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสีเขียว
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องมีการเตรียมพร้อมคนด้วยการเสริมสร้างการเรียนรู้และทักษะ และที่สำคัญ เราต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการเน้นใช้การทูตเชิงรุก การเจรจาการค้าเสรี เพราะคนที่รู้จักวิธีการเจรจาในเวทีต่างประเทศ ไปแล้วไม่อายใคร เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแก้จุดดับที่ผ่านมาได้
ต่อมา เป็นช่วงคำถามคลิปวิดีโอจากนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา CEO บิทคับ ขอ 3 เรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ไทยต้องทำให้อยู่รอดในอนาคต ดร.การดี ตอบว่า เราอยู่ในโลกนี้เล่นคนเดียวไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ไทยต้องยึดกลับมาคือความเป็นกลางทางภูมิภาค (ASEAN neutrality) เพราะการที่ประเทศไทยถูกบีบให้เลือกข้าง จึงคิดว่าไทยสามารถเล่นฉลาดได้มากกว่านั้น โดยใช้พลังที่เป็นหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนเป็นแรงต่อรองและเพื่อสร้างซัพพลายเชนร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาในอดีตไทยประสบความสำเร็จในการเป็นตัวกลางที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก ทั้ง อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว การที่เป็นส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนและเชื่อมต่อในภูมิภาค จึงเป็นหมุดหมายหนึ่งที่จะต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการวางโครงสร้าง และทำให้ตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางให้ได้อย่างแท้จริง
ดร.การดี กล่าวว่า ในการประชุม The World Economic Forum มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจเฉพาะหน้า รวมถึงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทุกๆ ครั้งจะมองสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องความเสี่ยงอนาคตข้างหน้า 10 ปี แต่วันนี้ไม่ใช่เพราะเป็นความเสี่ยงทุกปี สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาให้กับตัวเอง และแก้ไขปัญหาให้กับโลกด้วย ดังนั้น ควรจะสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นพื้นที่ปลอดภัยในภาวะที่สภาพภูมิอากาศมีความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าไม่สามารถจัดการปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศได้ อุตสาหกรรมทั้งหมดจะตกอยู่ในความเสี่ยง เช่น การเกษตร หากไม่สามารถจัดการได้ อุตสาหกรรมนี้จะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถได้ผลผลิตที่ถูกต้อง ดังนั้น การสร้างความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเป็นจุดศูนย์กลางพลังงานทางเลือกที่ดี
นอกจากนี้ เราต้องไม่ละเลยทุนมนุษย์ ที่มีการสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องในโลกอนาคต เพราะถ้าเราตั้งเป้าให้เกิดความเป็นกลางทางภูมิภาค เป็นตัวกลางของภูมิภาค เราต้องการสร้างทุนมนุษย์ที่มีความต่อเนื่อง และเชื่อมต่อไม่ใช่ระบบปิดอย่างเดียว เพราะงานวันนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อไปคุยกับกลุ่มสตาร์ทอัพ เขาก็อยากได้คนเก่งๆ มาสร้างธุรกิจ แต่ก็ติดปัญหาว่ามาแย่งงานคนในประเทศหรือเปล่า ดังนั้น เราต้องสร้างทุนมนุษย์ที่เปิดกว้างในการรับทักษะ (Skill) ใหม่ และพัฒนาทุนมนุษย์ให้ตอบโจทย์กับการที่โลกเปิดมากขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาค
ส่วนคำถามคลิปวิดีโอจากคณะสภานักเรียนระดับประเทศ ประจำปี 2569 ถามถึงการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ว่าในยุคที่เราถูกสอนมาว่าโตไปไม่โกง แต่ยังมีผู้มีอำนาจหลายคนรอดจากความผิด จะสร้างบรรทัดฐานให้เห็นว่าความซื่อสัตย์ยังใช้ได้จริงในสังคมไทยอย่างไร ดร.การดี ตอบว่า วันนี้ผู้บริหารประเทศควรอายกันได้แล้ว ใครที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็ไม่ควรจะอยู่ในอำนาจรัฐตั้งแต่ต้น เพราะถือเป็นการขัดขวางการตรวจสอบที่พึงมี หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบก็ควรทำหน้าที่อย่างแท้จริง แต่วันนี้เราไม่เชื่อใจหน่วยงานเหล่านั้น และจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก หากเราต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาตรวจสอบอีกหน่วยงานหนึ่ง ขอร้องว่าอย่าทำ เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ดังนั้น ควรมีการเปิดข้อมูลให้มีความโปร่งใส
”หัวใจของการปราบคอร์รัปชั่นไม่ใช่บทลงโทษ แต่ต้องสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเจ้าของประเทศร่วมการตรวจสอบ คนที่ทุจริต ไม่ซื่อตรง และไม่ซื่อสัตย์ ก็ไม่ควรอยู่ในอำนาจรัฐ ถ้าจะล้างประเทศ เราต้องล้างด้วยน้ำสะอาด“ ดร.การดี กล่าวทิ้งท้าย

