เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า ห่วง ‘สงครามบลัฟเงินแจก’ ตั้งคำถามสำคัญ วัดคุณภาพ ปชต.

28.01.26 | 18:52 น.

เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า ห่วง ‘สงครามบลัฟเงินแจก’ ตั้งคำถามสำคัญ วัดคุณภาพ ปชต.

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ห้องอินฟืนิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เชตราชเทวี กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 49 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง เสนอแนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นตัวและการผลิบานของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยาากาศในภาคบ่าย เมื่อเวลา 14.35 น. รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บรรยายพิเศษหัวข้อ ‘ประชาธิปไตยผลิบาน’

รศ.ดร.อิสระ กล่าวว่า ห้วข้อประชาธิปไตยผลิบานล้อไปกับแนวคิดในการเฉลิมฉลองสู่ปีที่ 49 ของมติชน คำว่าผลิบานส่วนใหญ่เราใช้กับต้นไม้ ดอกไม้ พืชผลต่างๆ ประขาธิปไตยของไทยเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ผ่านฤดูกาลต่างๆ แต่วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องมาตั้งคำถามสำคัญกว่า ว่าต้นไม้ต้นนี้ได้รับการดูแล ตัดแต่ง และที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ผลิดอกออกผลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปีนี้ออกผลผลิตออกมา ปีหน้าร่วงโรย เดินหน้า ถอยหลังแบบนี้มันก็จะทำให้ความผลิบานที่ว่านี้ไม่ได้ยังประโยชน์ให้กับเจ้าของต้นไม้อย่างแท้จริง

เมื่อเราพูดถึงประชาธิปไตย ทุกท่านคงเห็นตรงกันว่าจุดเริ่มต้นและจุดจบของปัญหาคือกระบวนการเข้าสู่อำนาจหรือการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้

Advertisement

เชื่อว่าประชาชนคนไทย 70 กว่าล้านคน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กกต. ปปช. ปปง. หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ตาม ถ้าถามว่ามีท่านไหนตอบได้เต็มปาก ยืนยันได้เต็มปาก ว่า 8 ก.พ.นี้ จะไม่มีการซื้อเสียง จะโปร่งใส และเป็นธรรม

“ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครสักคนที่สามารถยกมือแล้วตอบได้อย่างเต็มปากว่า 8 ก.พ. จะไมืมีการซื้อเสียง บ่อนพนันมันเป็นอะไรที่คนต้องรู้ว่าอยู่ไหน ถึงจะเข้าไปเล่นได้

วันนี้ทุกคนรู้หมด ถ้าถามว่าบ่อนพนันที่ระยองอยู่ไหน กูเกิลยังรู้เลย ไม่เชื่อท่านพิมพ์ตอนนี้เลยว่าบ่อนพนันระยองอยู่ไหน บ่อนพนันนครศรีธรรมราชอยู่ไหน คนไทยทั้งประเทศรู้ แต่จะมีคนแค่กลุ่มเดียวที่ไม่รู้ หรือรู้ช้ากว่าคนอื่นตลอด

การซื้อเสียงก็เหมือนกัน ถามว่า มีไหม ไม่มีใครกล้าตอบสักคนว่า 8 ก.พ. จะเป็นการเลือกตั้งที่ปราศจากการซื้อเสียง แล้วทำไมหยุดไม่ได้

สถาบันพระปกเกล้า เราบอกว่า ถ้าอย่างนั้นควรทำอะไรสักอย่างในฐานะคลังสมองของชาติด้านนิติบัญญัติที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้ที่จะนำไปสู่ทางออกของประเทศ

ผมได้จัดตั้งสิ่งที่เรียกว่าศูนย์สำรวจความคิดเห็น KPI POLL ขึ้นมา บังเอิญมาประจวบเหมาะกับช่วงเลือกตั้ง ซึ่งมีโพลเต็มไปหมด ทั้งโพลของสถาบันการศึกษา โพลของสื่อมวลชน โพลของพรรคการเมือง แม้กระทั่งโพลที่ใช้ชื่อบุคคล แต่เคพีไอโพลของสถาบันพระปกเกล้า มีจุดประสงค์ชัดเจน คือ รับฟังเสียงประชาชน แล้วนำมาสะท้อนในฐานะคลังสมองของประเทศ” รศ.ดร.อิสระ กล่าว

รศ.ดร.อิสระ กล่าวว่า ก่อนที่จะไปถึงคุณภาพประชาธิปไตย ขอเกริ่นเรื่อง KPI POLLให้ฟังนิดหนึ่งว่า หน้าที่ที่แท้จริงมีไว้ทำอะไร เช่น ถ้ารัฐบาลวันนี้ถามเรื่องประชามติว่า ควรยกเลิก เอ็มโอยู 43 และ 44 หรือไม่

คำตอบมีแค่เห็นควรยกเลิก ใช่ กับ ไม่ใช่ วันนี้เราอยู่ในโลกที่ความจริงสร้างขึ้นได้ สมมติถ้าคนไทยทั้งประเทศเข้าใจว่า การยกเลิกคือการจบสิ้นของปัญหาไทย-กัมพูชา ผลจะออกมาเป็นร้อยละ 90 บอกให้ยกเลิก อีก 10 บอกว่าไม่

สิ่งที่เคพีไอโพลควรทำ คือ เราะถามว่า คนไทยทั้งประเทศเข้าใจเนื้อหาสาระของเอ็มโอยู 43 และ 44 หรือไม่

ถ้าผลออกมาว่า 90% ไม่เข้าใจ อีก 10% บอก ทราบ มันกำลังบอกว่า 90% ที่บอกให้ยกเลิก มีแค่ 9 คนที่รู้เนื้อหาสาระ อีก 81 คนไม่ทราบว่าเนื้อหาของมันคืออะไร สิ่งนี้จะคอยสอบทานเหมือนกับที่ได้ทำโพลในช่วงเลือกตั้งที่เวลาเราถามว่า การเมืองไทยเป็นอย่างไร คนเกินครึ่งบอกว่า แย่ลง ถามว่า พอใจผลงานรัฐบาลไหม คนเกือบ 70% บอกว่า ไม่พอใจ ถามว่า พร้อมเลือกตั้งไหม 90% บอกว่าพร้อม แต่ถามว่า เชื่อมั่นไหม คน 60% ตอบว่า ไม่เชื่อมั่น

“คำถามสุดท้ายที่เราถามล่าสุด อีกไม่กี่วันจะเลือกตั้งแล้ว เราไม่ได้ถามว่า คุณจะเลือกใครเป็นนายกฯ แต่ถามว่า คุณคิดว่า มีคนเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ หรือไม่ เชื่อไหมว่า 26% ตอบว่า ยังไม่มีคนที่เหมาะสม นี่คือข้อแตกต่างของโพลเรา เราถามเพื่อเช็คคุณภาพของประชาธิปไตยว่าวันนี้ประชาธิปไตย หรือคนไทยอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เราไม่ได้มีตัวเลือกที่เลือกได้

เรามีสิทธิเลือกแค่ในตัวเลือกที่มีอยู่ เลือกตัวเลือกที่แย่น้อยที่สุด ซี่งสิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์ที่บ่งบอกถึงคุณภาพประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าหวังว่า โพลต่างๆที่ทุกหน่วยงานทำ รวมถึงของทางสถาบันฯ จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า การตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล เหตุผล มากกว่าตัดสินใจด้วยอิทธิพลอื่น

วันนี้ จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตอบว่า คน 26% ที่ในอีก 10 กว่าวันจะเลือกตั้ง จะเลือกด้วยเหตุผลใด

ปลายทางสุดท้าย จากที่เราถามว่า วันนี้ปัญหาอะไรที่ต้องการได้รับการแก้ไข ไม่ปากท้อง ก็คอรัปชั่น สูสีกัน มันสะท้อนว่า เป็นเรื่องใหญ่” รศ.ดร. อิสระ กล่าว

เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า

รศ.ดร. อิสระ กล่าวว่า เมื่อปัญหาปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะมากำหนด 26% ที่ว่านี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องเงิน ซึ่งมาใน 2 รูปแบบ

รูปแบบที่ 1 คือ เงินที่ใช้ก่อนการเลือกตั้ง พูดตรงๆ คือ เงินซื้อเสียง ซึ่งคือการลงทุนเหมือนการซื้อขายปกติ คนลงทุนก็ต้องการถอนทุนคืน และเป็นการลงทุนที่มี year of return ที่จำกัดด้วย คือ มากสุดไม่เกิน 4 ปี หมายความว่า ลงทุนไป 10 ล้าน 30 ล้าน 50 ล้าน คุณมีเวลาในการถอนทุนแค่ไม่เกิน 4 ปีหรือน้อยกว่า เพราะฉะนั้น จากสถิติที่ผ่านมา มูลค่าของเสียงประชาชนมันเพิ่มมาตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นเด็ก ปลาเค็มชิ้นเดียวซื้อเสียงได้

วันนี้ ประชาชนรู้มูลค่าเสียงตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่เพราะเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่เพราะคนรู้ว่า เสียงของเราไม่ได้มีมูลค่าแค่ 500 แต่ 1 เสียงมีค่าเท่ากับถนนหน้าหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น ถ้าเราทิ้งไว้แบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ทำอะไรเลย อย่างล่าสุด เห็นบอกว่า เสียงละ7,500 บาท

ถึงจุดหนึ่ง การซื้อเสียงจะหมดไป เพราะจะถึงจุดที่มูลค่าของเสียงไปถึง 10,000 บาท 20,000 บาท 30,000 บาท เมื่อคูณด้วยจำนวนเสียงแล้วเลยจุดคุ้มทุน ไม่สามารถถอนทุนคืนได้ใน 4 ปี แต่ถามว่าประเทศไทยเราต้องจ่ายราคาค่าประชาธิปไตบแพงขนาดนั้นเลยเหรอ เราต้องรอให้วันนั้นมาถึงโดยธรรมชาติหรือ?

“เราทราบคำตอบดีอยู่แล้วว่า เราไม่สามารถรอวันนั้นได้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุของบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างปัจจัยใหม่มาทดแทน

ปัจจัยที่ว่า คือ เมื่อเศรษฐกิจปากท้องเป็นปัญหาใหญ่ มันก็มาถึง รูปแบบที่ 2 คือ เงินที่ใช้หลังเลือกตั้ง

เงินที่เอามาใช้หลังเลือกตั้ง วันนี้เราได้เห็นพรรคการเมืองหลายพรรคที่ใช้นโยบายที่นำเงินมาแจ้งต่อสังคมว่าจะใช้เงินหลังเลือกตั้งอย่างไร

มันเลยกลายเป็นว่า เกิดสภาพที่เรียกว่า สงครามบลัฟกันว่า ในอดีตเคยทำแบบนี้มา ครั้งนี้ต้องบวกเพิ่ม ต้องคูณ ต้องเพิ่มจำนวนคน ต้องทำมากกว่า

ถ้าครั้งที่แล้วสัญญาจะแจก 100 ครั้งต่อไปต้อง 1,000 ต่อไปต้อง 10,000 จากนั้นต้อง 1 ล้าน” รศ.ดร. อิสระ กล่าว

เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า

รศ.ดร. อิสระ กล่าวต่อไปว่า สิ่งเหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์ทราบดีว่า นโยบายประชานิยมแบบนี้ปกติแล้ว เอาไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ประเทศมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ หรือ โควิดที่ทำให้หนี้สาธารณะไทย จากเดิมอยู่ดีๆ 30-40% กระโดดข้ามไป 60% แต่วันนี้พรรคการเมืองทำเสมือนกับว่าเป็นสวัสดิการแห่งรัฐ มันก็จะเกิดปัญหาเหมือนกับที่เราเห็นในหลายประเทศ เช่น อาร์เจนตินา เงินเฟ้อปกติ 3% ก็เรื่องใหญ่แล้ว แต่เฟ้อไปถึง 250%

เวเนซุเอลา เงินเฟ้อกระทั่งไม่มีมูลค่า ไม่ต้องคิดเป็น % ถ้านำมาคิดเป็น % มีคนคิดเล่นไว้ว่า 6 หมื่น 5 พันกว่า % คือเงินเป็นเศษกระดาษไปแล้ว

“วันนี้ถ้าเรายังให้ Policy Bidding War หรือ การใช้เงินหลังเลือกตั้งมาเป็นปัจจัย ที่ทำให้คน 26% ตัดสินใจ ผลจะออกมาได้ 2 ทาง

ทางที่ 1 คือ เราเลือกเขาไปเป็นรัฐบาลแล้วเขาไม่ทำตามสัญญา มันก็เกิดข้อดีในมิติหนึ่ง คือ ไม่ต้องใช้เงินหลวงไปในทางที่ผิด แต่ในอีกมิติหนี่ง เรากำลังสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่นักการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบต่อคำพูด นักการเมืองก็ขายฝัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื่อ ก็เลือก แล้วก็วนกลับมาขายฝันที่คูณ 10 กลายเป็นวงจรการเมืองที่ไม่สามารถทำให้ประชาธิปไตยผลิบานได้

ทางที่ 2 ถ้าเราเจอนักการเมืองที่รักษาสัญญา แจกจริง ปัญหาคือ เงินเหล่านี้แปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากหนี้

ลำพังหนี้ครัวเรือนของไทย ก็ 80 กว่า % ของจีดีพีแล้ว ยังไม่รวมหนี้สาธารณะซึ่งจากเดิม 30 กว่า % ขยับมา 60% เพดานหนี้ กฎหมายแก้ให้เป็น 70% หนี้จริงอยู่ที่ราว 62% คิดเป็นมูลค่าราว 12 ล้านล้านบาท หาร 70 ล้านคน เท่ากับลืมตาเกิดมา มีหนี้แล้ว 170,000 บาท ยังไม่รวมหนี้ครัวเรือนส่วนตัว” รศ.ดร.อิสระ กล่าว

รศ.ดร.อิสระ กล่าวว่า นโยบายต่างๆ ที่พูดกันอยู่นี้ สุดท้ายถ้าไม่เน้นการเร่งสร้างเศรษฐกิจให้โตทัน ของพวกนี้ก็ไปกองอยู่เป็นหนี้สาธารณะหรือเป็นการเอาเงินในอนาคตของท่านมาใช้ เพราะฉะนั้น เราคาดหวังว่าเงินจะไม่ถูกนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจของคนที่ยังไม่มั่นใจในแคนดิเดตนายกฯ ที่มีอยู่ จีงเป็นที่มาของการจัดเวทีดีเบตของสถาบันพระปกเกล้าวานนี้ เมื่อเวทีนี้จัดโดยสถาบันฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ในกำกับรัฐสภาซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางของแคนดิเดตทุกคน จึงคิดว่าเป็นเวทีปลอดภัยที่นักการเมืองทุกคนควรกล้าหาญมาขึ้นเวทีแบบนี้ ประชาชนมีสิทธิรู้ว่า เขาต้องอยู่กับใคร ต้องเจออะไรใน 4 ปีข้างหน้า เป็นเวทีที่สัจจะของนักการเมืองสำคัญ เป็นเวทีทีาประชานิยมควรถูกแทนที่ด้วยสวัสดิการแห่งรัฐที่รักษาวินัยการเงินการคลัง

“ทุกเวที เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง คือ อะไรที่ควรซับซ้อน กลับไม่ซับซ้อน อะไรที่ไม่ซับซ้อน กลับซ้บซ้อน คำบางคำที่ง่ายมาก อย่าง ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซี่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของไทย และในกฎหมายหลายประเทศ หรือบางประเทศ แทบไม่ต้องกำหนด เพราะเหมือนเป็นสามัญสำนึก เช่น นายกรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อยู่ในกฎหมายที่ไหน ก็ไม่มีปีญหา มามีปัญหาที่กฎหมายไทย” รศ. ดร. อิสระ กล่าว