เพื่อไทย ย้ำ “เศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่แจกเงิน แต่หารายได้เข้าระบบ เชื่อมทุกนโยบายให้เป็นไปได้

2.02.26 | 16:16 น.

เพื่อไทย ย้ำ “เศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่แจกเงิน แต่หารายได้เข้าระบบ เชื่อมทุกนโยบายให้เป็นไปได้
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเพื่อไทย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทย ว่า ยืนยันว่าหลักการของนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องการแจกเงิน แต่เป็นนโยบายที่ใช้เพื่อหาเงิน เพิ่มรายได้จากภาษี ทุกนโยบายของพรรคทุกพรรค ล้วนแต่บอกว่าจะใช้เงินอย่างไร แต่ไม่มีพรรคไหนบอกเลยว่าจะหารายได้ได้อย่างไร

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เราจูงใจให้คนเข้ามาสู่ระบบภาษี อันนี้ไม่ได้ทำเอง แต่เรียนรู้จากที่ไต้หวัน ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 1951 ประมาณ 70 ปีมาแล้ว ปีแรกที่เขาทำสามารถเพิ่มภาษีได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และทำมาเรื่อยๆ ตัวเลขภาษีก็เพิ่มอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ประเทศอื่นนำไปใช้บ้างก็ได้ 8-10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อมีการพิสูจน์แล้วเราเลยเอามาใช้

“ธนาคารโลกรีเสิร์ชแล้วว่า เงินนอกระบบของประเทศไทยมีประมาณ 9 ล้านล้านบาท ขณะทีจีดีพีประเทศไทยอยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท แสดงว่าเงินนอกระบบถือเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หากเราเอาเงินเข้ามาสู่ในระบบได้ เก็บภาษีจากกลุ่มนี้ได้ ก็จะเป็นเงินมูลค่ามหาศาล นี่คือการหาเงิน” นพ.พรหมินทร์กล่าว

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า นอกเหนือจากนั้นคือเรื่องการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ ข้อมูลเหล่านี้คือคลังข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ หลายคนบอกเรามีอยู่แล้ว แต่มันใช้ไม่ได้ผล ข้อมูลนี้จะละเอียดลงลึกไปยังตัวบุคคล ดูได้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างๆ หาปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อจะแก้ไขปัญหา นี่คือประโยชน์ที่ 2 ที่จะลงทุนในระบบข้อมูล เอไอจะทำงานได้ดี ก็ต้องมีข้อมูลที่ดี มีความแม่นยำ

“เราตั้งเป้าว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นมา 1 แสนล้าน เอาแค่ VAT ตอนนี้เราเก็บได้ประมาณปีละ 9 แสนกว่าล้าน หากคิดว่าเราได้เพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าได้เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท งบประมาณแผ่นดิน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลืออยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 8 แสนล้านบาท ถ้าเพิ่มได้อีก 1 แสนล้านบาทนี่มหาศาลเลย”

Advertisement

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า บางพรรคพูดเรื่องสวัสดิการคนชราที่มี 14 ล้านคนทั่วประเทศ ถ้าเพิ่ม 3 พัน ก็ 4-5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เราจึงไม่ได้พูดถึง เราพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ด้วยการจัดหารายได้ในรูปแบบนี้

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ส่วนใครจะมีสิทธิเข้าโครงการนี้ ก็คือคนไทยทุกคนมีสิทธิ ซึ่งการจ่ายเงินล้านนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกที่จับจ่ายใช้สอย ในกลุ่มนี้กันไว้วันละ 5 รางวัล ซื้อ 1 ใบเสร็จ ไม่ต้องมียอดขั้นต่ำ มีสิทธิจับ 5 ครั้ง แล้วก็เพิ่มขึ้นมาในสัดส่วนว่ามีใบเสร็จต่อวันกี่ใบ

นอกจากนี้อีก 4 รางวัล จะเลือกจากคนที่เสียภาษี คือคนที่ไปยื่นภาษีเงินได้ ซึ่งตอนนี้มีคนยื่นแบบภาษี 8 ล้านคน เสียภาษี 4 ล้านคน แต่คนที่ไม่ได้เสียภาษีก็มีสิทธิลุ้นได้ด้วย ขอเพียงยื่นแบบก็มีสิทธิ ซึ่งเราก็จะได้ข้อมูลว่าใครมีรายได้ มีรายจ่ายอย่างไร

กลุ่มที่สอง คือ ได้แก่กลุ่มคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เราไม่มีปัญหาจ่ายทุกคน แต่เราให้เป็นความหวัง และเอาข้อมูลเป็นระบบ กลุ่มที่ 3 คือ เกษตรกร ที่มีอยู่ 40 ล้านคน แต่ทำจีดีพีได้แค่ 8 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มเหล่านี้จะได้มีความหวัง โดยต้องลงทะเบียนเพื่อให้รู้ว่าเพาะปลูกอะไร เป็นข้อมูลสำหรับเกษตรแม่นยำอีกต่อหนึ่ง และอาสาสมัคร-ชรบ.-อสม. ทหารผ่านศึก อาสาทางการเกษตร ที่มีอยู่เป็นล้านคน ทำงานเพื่อสังคม จะได้มีโอกาสลุ้นรางวัล เพราะเราแจกไม่ได้ทั้งหมด

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้เราทำได้ทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล เพราะให้ความสำคัญมาก ซึ่งจะควบคู่ไปกับคนละครึ่งที่เข้ามาดูแลพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอยที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ระบบภาษี

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะเดินหน้าโครงการได้ จะถูกสกัดเหมือนนโยบายแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบข้อห้ามทางกฎหมายใดๆ ก่อนนี้รัฐบาลไทยรักไทยเคยทำหวยบนดิน ตอนที่เป็นรัฐบาลไม่ผิด แต่หลังปฏิวัติเอาคดีขึ้นศาล ถ้าไม่มีเรื่องอย่างนี้ก็ไม่น่ามีปัญหา แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่สลาก ไม่ได้ซื้อ เพียงแต่ให้เงินกับกลุ่มประชาชน เหมือนเรื่องเบี้ยคนชรา เพียงแต่เป็นเงินที่ใหญ่ขึ้น และเพื่อเป็นการลงทุนให้ได้ระบบข้อมูล

เมื่อถามว่า มีการโจมตีว่าเป็นนโยบายที่ไม่ได้ยื่น กกต. นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ยื่น กกต.เรียบร้อย เขาอาจจะดูไม่ออก ทุกอย่างเขียนชัดเจน ส่ง กกต.ก็จะเขียนเป็นแนวให้รางวัลคนทำงาน ที่ต้องเขียนคลุมๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นคนอื่นก็ลอกหมด

“ทุกอย่างเราเชื่อมโยงกันหมด กับทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนไทยไร้จน เรียนได้ครบจบได้งาน เพิ่มรายได้จาก 3 แท่งใหญ่ คือภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ไม่ว่าจะเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเชื่อมกับอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ผลิตภายในไทย อุตสาหกรรมอีวี หรือภาคบริการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เวลเนสต่างๆ ที่หากเราหารายได้เพิ่มแสนล้านก็จะมีเงินไปทำอย่างอื่น นี่คือภาพรวมของนโยบายที่ต้องนำเสนอให้ประชาชนเข้าใจ” นพ.พรหมินทร์กล่าว