หมอสุภัทร ไม่กังวล คำสั่งปลดออกจากราชการ ขอรอมติจาก ก.พ. ย้ำตอนนี้มีคุณสมบัติ ส.ส.ตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขต 2 หาดใหญ่ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังจากที่มีการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงสาธารณสุข (อ.ก.พ.สธ.) ที่มีมติเสียง 4:3 ปลดตนออกจากราชการ จนถึงวันนี้ ตนยังไม่ได้รับทราบความคืบหน้าใด ไม่มีหนังสือใดแจ้งมาถึงตน แต่ตามที่ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวระบุว่ามอบหมายให้ นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบลงนามในคำสั่งปลดออกจากราชการตามมติ อ.ก.พ.สธ. แต่เข้าใจว่าตอนนี้ยังไม่มีการลงนามคำสั่ง เนื่องจากในการประชุม อ.ก.พ.สธ. ที่มีกรรมการ 1 ท่านเป็นผู้แทนจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. เข้าร่วมประชุมด้วย ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ขอดึงเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ก.พ.ใหญ่ เพื่อพิจารณา ซึ่งตนเชื่อว่าการใช้อำนาจครั้งนี้ เพราะกรรมการท่านนั้นเห็นความผิดปกติ ความไม่เป็นธรรมในมติดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่ตนรับราชการมาก็ยังไม่เคยเห็นเหตุการณ์ที่ทาง ก.พ. ขอดึงมติจาก อ.ก.พ.ไปพิจารณาเช่นนี้มาก่อน
เมื่อถามว่าหากมีการลงนามในคำสั่งปลดออกจากราชการก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะส่งผลอย่างไรต่อการเป็นผู้สมัคร ส.ส.หรือไม่ นพ.สุภัทรกล่าวว่า ในตอนนี้ตนมั่นใจว่าตนมีคุณสมบัติในการเป็น ส.ส.ตามกฎหมาย ประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงให้ได้ แต่ในการลงนามคำสั่งปลดจากราชการนั้น โดยปกติตามขั้นตอนแล้ว หากมีการขอดึงมติไปพิจารณาใน ก.พ.ใหญ่ ก็ควรต้องรอให้มีการประชุมก่อน แล้วมีมติอย่างไรก็จะถือว่าให้ยึดตามนั้น เช่น ก.พ.อาจมองว่าไม่มีความผิด หรือผิดเล็กน้อยให้ลดบทลงโทษ ซึ่งตามปกติควรต้องรอให้ ก.พ.มีความเห็นก่อน แต่ถ้ามีการลงนามคำสั่งโดยยึดมติจากที่ประชุม อ.ก.พ.สธ. ออกมาก่อน ตนมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แต่ถ้าที่สุดแล้วมีคำสั่งออกมาว่าให้ปลดออกจากราชการจริง ตนก็ต้องลงนามรับทราบ จากนั้นหน่วยงานที่มีคำสั่ง ก็ต้องแจ้งกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้ตนก็สามารถยื่นอุทรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้
เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว นพ.สุภัทรกล่าวว่า ช่วงแรกประชาชนกังวลเยอะ แต่ตอนนี้มีความกังวลน้อยลง เพราะประชาชนเข้าใจ บวกกับกระแสการเมืองอื่นๆ ด้วย ทำให้มีข้อสงสัยน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม การลงคะแนนเสียงก็ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน เพราะในเขต 2 มีผู้สมัครจาก 3 พรรค คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจ และพรรคประชาธิปัตย์


