นักวิชาการ ม.อุบลฯ ชี้พรรคประชาชนในเมืองชนะ ชนบทแพ้ สัญญาณสำคัญแยก 2 โลก

10.02.26 | 14:53 น.

นักวิชาการ ม.อุบลฯ ชี้พรรคประชาชนในเมืองชนะ ชนบทแพ้ เป็นสัญญาณสำคัญที่กำลังแยก 2 โลก

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่พรรคประชาชนชนะอย่างเด่นชัดในกรุงเทพมหานคร แต่พ่ายแพ้ในต่างจังหวัด ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง หากแต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างความคิดและความต้องการของสังคมไทยที่กำลังแยกออกเป็นสองโลก
ในระดับพื้นฐาน ผลเลือกตั้งบ่งชี้ว่า พรรคประชาชนมีฐานเสียงแข็งแรงในเขตเมือง โดยเฉพาะ กทม. และหัวเมืองใหญ่ ฐานเสียงนี้ประกอบด้วยคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่ให้ความสำคัญกับนโยบายสมัยใหม่ การปฏิรูปการเมือง และสิทธิเสรีภาพ
ในทางกลับกัน พรรคที่มีฐานในต่างจังหวัดสามารถเก็บคะแนนได้มากกว่าในพื้นที่ชนบท ผ่านนโยบายที่เน้นเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคง และเครือข่ายทางสังคมการเมืองในระดับท้องถิ่น ผลคือแม้พรรคประชาชนจะชนะในเมือง แต่กลับแพ้ในภาพรวมของประเทศ
สื่อต่างชาติจำนวนมากตีความปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการแข่งขันระหว่าง “การเปลี่ยนแปลง” กับ “ความต่อเนื่อง” เมืองใหญ่กลายเป็นพื้นที่ของความหวังต่อการปฏิรูป ขณะที่ต่างจังหวัดยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท จึงไม่ได้เป็นเพียงความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นความต่างของประสบการณ์ชีวิต และลำดับความสำคัญทางนโยบาย
อีกประเด็นสำคัญคือความแตกต่างด้านกลยุทธ์หาเสียง พรรคที่ประสบความสำเร็จในเมืองมักนำเสนอวิสัยทัศน์เชิงอนาคต เช่น การปฏิรูประบบการเมืองหรือการขยายสวัสดิการ ขณะที่พรรคที่ครองพื้นที่ต่างจังหวัดอาศัยความเข้มแข็งของเครือข่ายท้องถิ่นและความสามารถในการตอบสนองปัญหาเศรษฐกิจรายวัน สิ่งนี้สะท้อนว่าการเลือกตั้งไทยยังไม่ใช่ “ประชามติแบบรวมศูนย์” แต่เป็นผลรวมของบริบทพื้นที่ ที่หลากหลาย ชัยชนะใน กทม. จึงไม่เท่ากับชัยชนะระดับประเทศ ระบบเลือกตั้งที่คำนวณจากทั้งเขตและบัญชีรายชื่อทำให้พรรคการเมือง ต้องสร้างการยอมรับในทุกภูมิภาค พรรคที่ชนะทั่วประเทศย่อมมีความได้เปรียบในการจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่พรรคประชาชน แม้มีพลังในเมืองอาจต้องเผชิญบทบาทฝ่ายค้านหรือการร่วมรัฐบาลภายใต้เงื่อนไข
เมื่อมองในเชิงโครงสร้าง การเมืองไทยยังแบ่งตามพื้นที่และบริบทชีวิตจริง เมืองใหญ่โฟกัสเรื่องสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูป ส่วนต่างจังหวัดให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและความมั่นคงระดับครัวเรือน ผลเลือกตั้งครั้งนี้จึงบอกเราว่า พรรคประชาชนมีเสน่ห์และพลังในเขตเมือง แต่ยังไม่สามารถขยายฐานเสียงเข้าสู่ชนบทได้อย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในคะแนนบัญชีรายชื่อ ภาพการเมืองจะซับซ้อนกว่าการแบ่งเมือง–ชนบทแบบผิวเผิน ผลคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนที่ครองเสียงสนับสนุนในระดับประเทศ ยกเว้นบางพื้นที่โดยเฉพาะภาคใต้ บ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากใช้บัตรบัญชีรายชื่อเป็นเครื่องมือแสดงจุดยืนเชิงอุดมการณ์ มากกว่าการเลือกตัวบุคคลแบบเขตเลือกตั้ง ในความหมายนี้ การลงคะแนนบัญชีรายชื่อทำหน้าที่คล้าย “ประชามติทางการเมือง” ประชาชนไม่ได้เพียงเลือกผู้แทน แต่กำลังลงคะแนนให้กับแนวคิดและทิศทางของประเทศ
พรรคประชาชนสามารถครองคะแนนบัญชีรายชื่อได้กว้างขวาง เพราะสามารถสื่อสารภาพรวมของโครงการปฏิรูปในระดับชาติได้อย่างชัดเจน แม้ในพื้นที่ ที่ผู้สมัครเขตอาจยังไม่แข็งแรง เครือข่ายท้องถิ่นอาจยังไม่แน่น แต่ความนิยมในเชิงอุดมการณ์ยังคงสะท้อนผ่านบัตรบัญชีรายชื่อ
ข้อยกเว้นสำคัญคือ ภาคใต้ ซึ่งแสดงรูปแบบพฤติกรรมทางการเมืองที่แตกต่าง ภาพของคะแนนบัญชีรายชื่อที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงมีฐานสนับสนุนแข็งแรงในภาคใต้ สอดคล้องกับประวัติศาสตร์การเมืองของภูมิภาคนี้ และมีความเชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับการลงประชามติรัฐธรรมนูญในอดีต ที่ภาคใต้เป็นภูมิภาคเดียวที่แสดงจุดยืนสวนทางกับภาพรวมประเทศ ความต่อเนื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคใต้ มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เน้นอัตลักษณ์ทางภูมิภาค ความผูกพันกับพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม และความระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ เปิดรับพรรคการเมืองแนวปฏิรูปมากกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรค แต่เป็นการปะทะกันของวัฒนธรรมการเมืองหลายแบบ ที่ดำรงอยู่พร้อมกันในสังคมไทย
เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนจึงสะท้อน “กระแสระดับชาติ” ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง แต่ดูย้อนแย้งที่ให้เปลี่ยนแปลงโดยสภาซึ่งเสียงข้างมากเป็นอนุรักษ์นิยม
ขณะที่ผลเขตเลือกตั้งสะท้อน “ความจริงระดับพื้นที่” ที่ยังผูกพันกับโครงสร้างอำนาจท้องถิ่น การอยู่ร่วมกันของสองมิตินี้ ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะกึ่งประชามติและกึ่งการเมืองเชิงเครือข่ายในเวลาเดียวกัน นัยสำคัญคือ พรรคฝ่ายค้านที่ต้องการก้าวสู่การเป็นพรรคระดับชาติอย่างแท้จริง จำเป็นต้องแปลงพลังเชิงอุดมการณ์จากบัตรบัญชีรายชื่อให้กลายเป็นโครงสร้างองค์กรในระดับพื้นที่
ขณะเดียวกัน พรรคที่ครองฐานเสียงต่างจังหวัดก็ต้องปรับตัวต่อแรงกดดันจากกระแสความคิดใหม่ในระดับชาติ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเชื่อมสองระดับนี้เข้าด้วยกันได้ ความตึงเครียดทางการเมืองจะยังคงดำรงอยู่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครชนะหรือแพ้ หากแต่คือการเมืองไทยจะสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองโลกนี้ได้อย่างไร ระหว่างการเมืองเชิงอุดมการณ์กับการเมืองเชิงพื้นที่ ระหว่างเสียงของเมืองกับเสียงของชนบท หากไม่สามารถลดรอยแยกดังกล่าวได้ ความแตกต่างนี้อาจกลายเป็นโครงสร้างถาวรที่กำหนดทิศทางการเมืองไทยในระยะยาว
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงควรถูกอ่านในฐานะบทสนทนาระดับชาติ ว่าประชาธิปไตยไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดระหว่างความเปลี่ยนแปลงกับความต่อเนื่อง และอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถของสังคมในการประสานสองพลังนี้เข้าด้วยกัน