รองเลขาฯสอท. ยก โพลมติชน-เดลินิวส์ สะท้อนเจตนารมณ์คนไทย เตือนพรรคการเมืองอย่าหลงทาง

19.12.25 | 12:02 น.

รองเลขาฯ สอท. ยกโพลมติชน-เดลินิวส์ กระจกสะท้อนเจตนารมณ์คนไทย เตือนพรรคการเมืองอย่าหลงทาง ต้องปรับนโยบายแก้ปากท้อง-ทลายคอร์รัปชันตามโจทย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำโพลมติชน-เดลินิวส์ เลือกตั้ง 2569 ฟังเสียงคนไทย ว่า ตนมองว่าการที่เครือมติชนและเดลินิวส์จับมือกันทำโพลครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ส่งเสียงสะท้อนความต้องการของตนเองก่อนที่จะถึงกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตนเชื่อว่าการสำรวจครั้งที่ 1 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 18-29 ธันวาคม 2568

จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้คนไทยเกิดความตื่นตัวทางการเมืองและเริ่มตระหนักว่าเสียงของตนเองมีพลังในการกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างแท้จริง จากการที่ตนได้ลองเข้าไปศึกษาคำถามทั้ง 2 ข้อที่ถามถึงพรรคการเมืองที่สนับสนุนและบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนเห็นว่าเป็นรูปแบบการสำรวจความนิยมเบื้องต้นที่ช่วยกระตุ้นให้คนต้องกลับมาคิดและทบทวนอย่างจริงจังว่าในสถานการณ์ปัจจุบันพรรคการเมืองใดมีนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเองมากที่สุด โดยเฉพาะการเน้นย้ำเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาปากท้องสำคัญ ซึ่งตนคาดหวังว่าในการทำโพลครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-23 มกราคม 2569 จะมีการตั้งคำถามที่ลึกและแหลมคมมากขึ้น เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเรื่องการคอร์รัปชัน ความมั่นคง และแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม


ตนมีความเห็นว่าความน่าเชื่อถือของการทำโพลในครั้งนี้อยู่ที่กระบวนการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและนำไปส่งต่อให้นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการประมวลผล ซึ่งจะทำให้ผลสรุปที่จะเปิดเผยในวันที่ 5 มกราคม 2569 มีความเที่ยงตรงและเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างแท้จริง ในทางสถิตินั้น การกระจายกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมทั้งช่วงอายุ เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละกลุ่มประชากรย่อมมีความต้องการและมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่แตกต่างกันออกไป การที่โพลนี้สามารถจำแนกสัดส่วนประชากรได้อย่างละเอียดและแม่นยำจะทำให้พรรคการเมืองเห็นภาพชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายของตนเองกำลังต้องการสิ่งใด ตนอยากเน้นย้ำว่าพรรคการเมืองมีหน้าที่สำคัญคือการเป็นตัวแทนในการประสานประโยชน์ของคนในชาติ

ดังนั้นหากผลโพลออกมาอย่างไร พรรคการเมืองควรนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุงนโยบายของตนเองให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่ใช่ทำตามความต้องการของนักการเมืองฝ่ายเดียว เพราะหากต้องการทำเมืองอย่างยั่งยืน พรรคการเมืองต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้เท่าทันความต้องการของประชากรที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้ตนเอง

Advertisement


สำหรับประเด็นความโปร่งใสนั้น ตนมองว่าการตั้งคำถามของโพลชุดนี้ไม่ได้เป็นการชี้นำแต่อย่างใด เนื่องจากมีการระบุรายชื่อพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่หลากหลายครอบคลุมทุกขั้วอำนาจ รวมถึงการเปิดช่องบุคคลอื่นๆ และยังไม่ตัดสินใจไว้เป็นทางเลือกอย่างอิสระ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้จัดทำโพลมีความเป็นกลางและพร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงไม่ว่าจะเป็นในแง่บวกหรือลบต่อพรรคการเมืองใดก็ตาม ตนเห็นด้วยกับการที่สื่อมวลชนเข้ามาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการทำประชาพิจารณ์ในลักษณะนี้

เพราะจะทำให้เกิดการตื่นตัวและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหรือพรรคการเมืองได้อย่างเสรีและกว้างขวางขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ตนเชื่อว่าการทำโพลคือหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับผู้บริหารประเทศ พรรคการเมืองต้องเรียนรู้ที่จะฟังเสียงส่วนใหญ่โดยไม่ละเลยความเห็นของคนส่วนน้อย เพื่อประสานผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความผาสุกของสังคมและการพัฒนาประเทศที่มั่นคงสืบต่อไป