ดร.เชษฐา ผู้ช่วยอธิการบดี ม.นวมินทร์ ชี้การทำโพลของมติชน มีประโยชน์ ช่วยกระตุ้นคนตื่นตัวเลือกตั้ง
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า การทำโพลของมติชน ในการเลือกตั้งเป็นประโยชน์มาก เพราะว่ามันคือการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว เพราะว่าเวลาเห็นโพลบ่อยๆ เขาก็จะรู้สึกว่าอยากจะสนใจในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการทำโพล จึงเป็นการกระตุ้นให้คนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สร้างจิตสำนึกในการเลือกตั้ง ผมสนับสนุนให้ทำโพลเยอะเยอะ เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งมันดูคึกคัก
แล้วก็ประการต่อมาอย่างน้อย สามารถทดสอบกระแส แล้วให้ประชาชนดูแล้วก็ตัดสินใจได้ว่า เขานั้นจะเอามาประกอบเป็นข้อมูลในการที่จะไปหย่อนบัตรในคูหา เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นการเอ็ดดูเคน หรือให้ความรู้กับคนไปในตัว แต่ว่าคนเขาก็จะเอามาประกอบ แล้วเขาก็จะมีวิจารณญาณของเขา ก็ดีกว่าที่เขาจะไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจเลย อันนี้ผมว่าเป็นประโยชน์
และจะทำให้บรรดานักการเมือง พรรคการเมืองจะต้องทำตัวหาเสียงให้อยู่ในร่องในรอยเพราะว่าจะมีการวัดกระแสโพลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเวลาเขาหาเสียง เขาก็จะหาเสียงที่เป็นประโยชน์คิดนโยบายดีดีเอานโยบายมาแข่งขันกัน ไม่ใช่ที่จะใช้วิธีสกปรกสาดโคลน เพราะมันจะมีผลต่อคะแนนการทำโพลในแต่ละสัปดาห์ได้ มันก็จะเป็นการป้องปรามให้การหาเสียง มันใกล้กับคำว่าบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามที่ กกต.ต้องการได้
ตนเห็นว่าการทำโพลของมติชน ที่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แล้วยิ่งเป็นโพลออนไลน์ มันก็ยิ่งทำให้ทางตัวของประชาชน คุ้นเคยกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบออนไลน์ซึ่งมันจะทำให้คนจะก้าวเข้าสู่สังคมออนไลน์ได้ดีขึ้น อีกหน่อยเราก็จะปรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบต่างๆในประเทศให้อยู่บนแพลตฟอร์มอยู่บนมือถือ ก็จะสามารถที่จะประสานงานทำอะไรได้ง่ายขึ้น ทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น อะไร แบบนี้เป็นต้น ก็เลยคิดว่ามันเป็นการทำให้คนเคยชินกับการใช้ระบบเทคโนโลยี เพราะถือว่าเป็นการเพิ่มความสามารถศักยภาพให้คนไปในตัวด้วย อันนี้เป็นประโยชน์ของโฟล
ก็จะทำให้คนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากขึ้นแน่นอน เพราะว่าถ้ามันไม่มีเครื่องมือกระตุ้นมันจะเงียบ แต่ถ้าคนเห็นโพลบ่อยๆ มันก็จะคึกคัก อย่างบางฐานเสียงเห็นสีตัวเองได้คะแนนน้อยอาจจะไปกระตุ้นพรรคพวกออกมา หรือบางฐานเสียงของบางสีเห็นว่าได้คะแนนเยอะแล้ว แต่รู้สึกไม่ขาดกลัวไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคเดียว ก็จะไปรีบช่วยหาเสียงในทางอ้อม อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็เลยทำให้เกิดบรรยากาศที่คึกคักขึ้นมาได้
ณ วินาทีนี้ จากการที่มีการสะสมกำลังด้านของ ส.ส. โดยเฉพาะบ้านใหญ่ และเรื่องของกระแสต่างๆ ทั้งกระแสเชิงบวกและกระแสเชิงลบของบางพรรค มันก็ค่อนข้างที่จะเห็นชัดเจนว่ามันจะแบ่งเป็น 3 เทียร์ 3 ชั้น ชั้นที่หนึ่งก็น้ำเงินแข่งกับส้ม อันนี้ค่อนข้างชัดเจนมาก สีส้มก็จะมีพลังเหนือกว่าแหละตามธรรมชาติ แต่ว่าก็ได้แข่งกัน แล้วก็ถ้ามันมีปัจจัยในการหาเสียง
ตอนท้ายดีๆ เช่นมีชาตินิยมแรงแรงขึ้นมา ก็ไม่แน่ว่าน้ำเงินอาจจะสู้ส้มได้ด้วยซ้ำไป แล้วชั้น 2 เป็นพรรคที่ขนาดกลางสูงในเชิงของจำนวนปัจจุบันก็คือพรรคสีแดง แล้วตอนนี้เขาได้คุณยศชนันมา ก็ต้องยอมรับว่าคึกคักพอควรที่ได้คุณยศชนัน มา ก็ทำให้พรรคเพื่อไทยมีความหวังในการจะทำแคมเปญในการหาเสียงได้สนุกมือขึ้น เพราะว่าถ้ามัวแต่มองแคนดิเดตอีก 2 คน คือ คุณสุริยะ กับคุณจุลพันธ์ เขาจะเป็นภาพที่เคยชินทางการเมือง คนชินแล้วก็จะไม่ค่อยหวือหวา แต่พอมีคุณยศนันท์ อาจารย์เชนมา มันจะเล่นแง่มุมในการหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยได้มากขึ้น พรรคเพื่อไทยก็จะน่าจะสามารถที่จะสู้ได้ในสนามเลือกตั้ง
แต่เพียง แต่ว่าจะดันให้เป็นพรรคอันดับหนึ่งอันดับ 2 มันก็ยากชั่วโมงนี้ เพราะว่าเลือดไหลออกเยอะ แล้วก็กระแสก็ยังยังไม่ได้พุ่งขนาดนั้นมันต้องใช้เวลา
เทียร์ที่ 3 เป็นเทียร์ของพรรคที่เหลือ อย่างเช่นพรรคที่พยายามจะแย่งชิงการเป็นผู้นำในการเป็นพรรคพลัง สำคัญในการจัดตั้งในการเป็นผู้ที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล อย่างเช่น พรรคกล้าธรรมอย่างนี้เขาก็คึกคักพอควรเพราะอยากจะได้ ส.ส. เป็นอันดับ 4 แต่ว่าอย่างไรก็ตามการจะได้ ส.ส.อันดับ 4 ได้หรือไม่มันก็ไม่ใช่ว่าจะง่าย เพราะว่ากระแสเรื่องของทุนเทาไทยเทา พรรคกล้าธรรมสีเขียวมันถูกผูกติดกับกระแสนี้ไง เพราะฉะนั้นในช่วงของการหาเสียง สีส้มเขาประกาศชัดแล้วว่าเขาจะเล่นเรื่อง มีเทาไม่มีเรา ซึ่งก็ต้องพุ่งไปที่พรรคกล้าธรรมนั่นแหละ เพราะฉะนั้นมันก็มัน ก็ทำให้การวัดกระแสของพรรคกล้าธรรมจะสามารถเอา ส.ส.มาอย่างที่เขาตั้งเป้าได้ไหม 50 แต่ตนว่ากล้าธรรมถ้าได้สัก30 ก็เก่งแล้ว
แต่ตนให้จับตาการฟื้นคืนของประชาธิปัตย์ในภาคใต้นะ แต่ว่าอาจจะมีประชาธิปัตย์ในภาคใต้ ฟื้นคืนอยู่ประมาณซัก 15-16 เขต แล้วก็จากนั้น ปาร์ตี้ลิสต์อาจจะได้สักประมาณ 10 กว่า ประชาธิปัตย์ก็อาจจะ 30 ได้ด้วยซ้ำ
ครั้งนี้คาดการณ์ว่าจะเอาเงินมาลงในสนามเลือกตั้งทางใด ทางหนึ่ง อันนี้คือความน่ากลัวที่บรรดานักวิเคราะห์การเมือง เวลาเขาตั้งกลุ่มกัน เขาจะคุยกันเรื่องนี้ เพราะว่ามันใช้ง่ายในสนามเลือกตั้ง เนื่องจากมันผ่านหัวคะแนน แล้วหยอดเงินสดลงไปแบบนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่อยากจะฝากถึง กกต. และองค์กรตรวจสอบให้ตั้งใจเป็นพิเศษในการตรวจสอบประเด็นนี้เลย คือ ทุนเทา เพราะกลัวว่ามันจะสะพัดจริง รอบนี้ แล้วมันจะทำให้ผลคะแนนมันบิดเบี้ยว จนทำให้การเลือกตั้งมันไม่ตรงไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
ส่วนทุนเทาที่ว่านี้จะมีพรรคภูมิด้วยมั้ย ตนคงพูดขนาดนั้นไม่ได้ แต่ว่าทุนเทามันก็มักจะมากับนักการเมืองเก่าๆที่เก๋าๆ คือพูดง่ายๆว่ามักจะมีการเชื่อมโยงกับทางบ้านใหญ่นั่นเอง เพราะว่าพวกนี้เขาต้องอาศัยทรัพยากรทางการเมืองเลี้ยงคน เลี้ยงอะไร เพราะฉะนั้นมันก็มีโอกาสมากที่จะเกี่ยวข้องกับทุนเทาๆ แบบนี้
สรุปเรื่องการที่มติชนทำโพล ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าประการที่หนึ่ง คือ ทำให้กระแสการเมืองมันตื่นตัว เพราะยิ่งถ้ามีโพลออนไลน์ออกมาเป็นระยะ สื่อถึงการรับรู้ของคนในแพลตฟอร์มต่างๆ คนก็จะรู้สึกว่าอยากไปเลือกตั้ง ก็สร้างความตื่นตัวว่าการที่มีโพลออนไลน์ก็จะทำให้คนนั้นมีความเข้าใจ ความรู้ ความเข้าใจทางการเมืองมากขึ้นเกี่ยวกับนโยบายอะไร เพราะว่าเขาจะต้องไปขวนขวายที่จะเอามาเอามาตัดสินใจในคูหามันก็จะมีความตื่นเต้น
เพราะฉะนั้นการที่มติชนได้ทำโพลออนไลน์ตลอดเวลา ตนถือว่า เป็นนวัตกรรมทางการเลือกตั้งที่เป็นภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม ทำให้มีผลต่อการทำให้การเลือกตั้ง มีแนวโน้มอาจจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตดีกว่าที่ไม่ทำเลย
อีกประเด็นที่หนึ่งอยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคในการเลือกตั้งรอบนี้ ประกาศปฏิญญา กวาดล้างทุนเทาเลย
อยากให้กกต. เป็นตัวกลางจับมือเลยแล้วบอกว่ากวาดล้างทุนเทาไม่มีเทาอะไรแบบบนี้ อันนี้ตนว่าอันนี้สนุกและเป็นนวัตกรรมใหม่การเลือกตั้งรอบนี้ เอาทุกพรรคมาจับมือเลยไม่ใช้เงินทุนเทา

