‘ยศชนัน’ ควง ‘จุลพันธ์’ ลงพื้นที่สุพรรณฯ รับฟังปัญหาประชาชน ชาวบ้านขอหากกลับมาเป็นรัฐบาลอย่ายกกระทรวงเกษตรฯ ให้ใคร ขณะที่ ‘ยศชนัน’ บอกประกันกำไรสินค้าการเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้พวกเรายืนได้ด้วยขาตัวเอง ไม่สนบ้านใหญ่ ขอก้าวข้ามประเด็นการเมือง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ธันวาคม ที่ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ผู้สมัครสส. อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล รองเลขาธิการพรรค และนายอนุชา นาคาศัย ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อพูดคุยแนวทางบริหารจัดการน้ำ
จากนั้นเวลา 10.40 น. นายยศชนัน และคณะพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี ได้แก่นายประยูร อินสกุล ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 1 นายชัยพร สีถัน ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 2 น.ส.กุลธิดา เหมาเพชร ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 3 เดินทางมาถึง ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นจุดที่ 2 เพื่อพูดคุยและรับฟังปัญหาเรื่องสินค้าการเกษตร และการบริหารจัดการ โดยได้นั่งล้อมวงพูดคุยกับตัวแทนชาวบ้าน และเกษตรกร
ซึ่งชาวบ้านได้สะท้อนปัญหาเรื่องการจัดการน้ำและราคาพืชผลการเกษตร โดยระบุว่า ปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ต้นทุนสูง รัฐบาลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นอยากฝากว่าหากได้เป็นรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่ายกให้ใคร และขอให้เอาคนที่มีความรู้ ความเข้าใจด้านการเกษตร มาเป็นรัฐมนตรี

จังหวะนี้ทำให้นายจุลพันธ์หัวเราะ และถามกลับว่า “ไม่ให้ยกกระทรวงเกษตรฯ ให้ใครใช่หรือไม่” ตัวแทนชาวบ้าน จึงย้ำว่า “กระทรวงเกษตรฯ อย่ายกให้” พร้อมขอให้ช่วยดูเรื่องราคาข้าวไม่ให้ต่ำกว่า 10,000-20,000 บาทต่อตัน เพาะต้นทุนสูง
ด้านนายยศชนัน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำท่วม ภัยแล้ง การคมนาคม ว่าที่ผู้สมัคร สส. ได้สกัดประเด็นมาให้ตนรับทราบแล้วเพื่อนำไปจัดทำนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยเรื่องพันธุ์ข้าว ปุ๋ย เราจะนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย รวมถึงระบบเตือนภัยเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ฉะนั้น เราจะมีการประกันกำไรสินค้าการเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะสามารถทำให้พวกเรายืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง ทั้งนี้ ในส่วนของราคาการเกษตรต้องมีการควบคุม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจากทางกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เราเริ่มไว้แล้ว และพร้อมทำทันทีเมื่อเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งต่อไป
ขณะที่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายด้านการเกษตรที่พรรคเพื่อไทยเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือ นโยบายประกันกำไรสินค้าการเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ เราจะมีการแจกคูปอง 2 คูปองคือ 1.คูปองเพื่อซื้อปุ๋ย 250 กิโลกรัมต่อคน และ 2.คูปองเมล็ดพันธ์ ให้รับเมล็ดพันธ์ที่แข็งแรงจากรัฐ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายพักหนี้ให้เกษตรกร 5 แสนบาทใน 3 ปี โดยไม่ต้องชำระทั้งต้นและดอก เชื่อว่าจะเป็นความหวังให้ประชาชน ทั้งนี้ เพื่อไทยไม่เคยทิ้งเกษตรกร เพราะฐานเสียงเรามาจากเกษตรกร ย้ำว่านโยบายประกันกำไร 30 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปใช้กับสินค้าเกษตรทุกประเภท
ต่อมาเวลา 11.50 น. ที่ศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ท่าทราย นายยศชนัน พร้อมคณะเดินทางพบประชาชนที่มารับฟังการปราศรัยเต็มศาลา โดยนายยศชนัน ปราศรัยว่า “ขอเสียงพี่น้องชาวสุพรรณบุรีหน่อย ใครว่ายศชนัน พูดเสียงดังไม่เป็นครับ นายยศชนัน บอกว่า รอบนี้หาเสียงปราศรัยไม่ใช่มาบรรยาย กลัวพี่น้องจะหลับ วันนี้เป็นเวทีแรกจริงๆที่ผมได้มาพบพี่น้องทุกท่าน สิ่งที่อยากจะบอกกับพี่น้อง เหตุที่เรามาสุพรรณบุรีก่อนเพราะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ เป็นจังหวัดเก่าแก่ที่อยากให้ประชาชนเห็นว่า ถ้าสุพรรณบุรีเปลี่ยนได้ ประเทศไทยเปลี่ยนได้แน่นอน เวลาไปต่างประเทศคนพูดถึงประเทศไทยในแง่ดีว่าเราเป็นคนไทยหัวใจประเทศไทย
ในการแสดงวิศัยทัศน์ ผมพูดถึงเกษตรกรก่อน เกษตรกรเดินไปข้างหน้าได้เลย ผมและนายจุลพันธ์ จะบังหลังให้ไม่มีการแทงข้างหลังแน่นอน และตนจะไปทำงานกับทีมหลังบ้าน พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ พัฒนาเครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นซึ่งตรงนี้ตนกระทำโดยที่น้องไม่ต้องช่วย สำหรับเรื่องราคาสินค้าการเกษตรเราจะพยายามดันราคาข้าวไปถึง 10,000 บาทข้าวหอมมะลิจะดันให้ถึง 15,000 บาท นี่คือเป้าที่วางไว้
แต่เมื่อต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆที่สูงขึ้น เราจึงคิดกันว่าจะประกันกำไร 30% ให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งรวมถึงจะมีการจัดการเรื่องการแปรรูปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเอาพลังจากภาครัฐมาให้ท้องถิ่นตามหลักการคืนอำนาจให้ประชาชน“
นายยศชนัน ปราศรัยอีกว่า ประเทศเคยเจอปัญหาวิกฤติในปี 2540 การแก้ไขปัญหาสามารถทำได้ วันนั้นมีพรรคการเมืองหนึ่งเกิดขึ้นมาและช่วยปลดหนี้ซึ่งก็คือสมัยพรรคไทยรักไทย วันนี้เรามีคนของพรรคไทยกลับมาช่วยหลายคน องค์ความรู้ไม่เสียเปล่า ในปี 2568 มีปัญหาเยอะ มีการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องต่างๆเช่นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องใช้ควรมีประสบการณ์และตอนนี้ทุกคนมารวมกันอยู่ในพรรคเพื่อไทย เราจะทำให้ประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรีลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งจังหวัด
ขณะที่จุลพันธ์ ปราศรัยว่า วันนี้เราไม่ได้มาแค่แคนดิเดตฯ แต่เรามากับนโยบาย พักหนี้เกษตรกร รายละไม่เกิน 500,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งดำเนินการตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน จนถึงน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมถึงนโยบายการแจกคูปอง 2 ใบ แลกปุ๋ยและเมล็ดพันธ์ วันนี้พรคเพื่อไทยเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งมีไม่กี่สีที่จะเลือก แต่สีแดงอย่างแรงเสมอ ฝากให้เข้าคูหาเลือกเพื่อไทยทั้งคนและพรรคเอานโยบายคืนกลับไป เอาชีวิตดีดีคืนให้กับทุกคน
จากนั้นนายยศชนัน ได้เดินทักทายประชาชนและถ่ายภาพกับคนที่มารับฟังการปราศรัยอย่างเป็นกันเอง
ต่อมา เมื่อเวลา 11.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรีเป็นพื้นที่
โดยนายยศชนัน กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ลงพื้นที่ เนื่องจากเรามีความชัดเจนเรื่องผู้สมัครครบถ้วน ซึ่งผู้สมัครเราก็ได้ลงพื้นที่มาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้เห็นปัญหาต่างๆ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้อยากจะสื่อไปยังทุกคนที่มีความรับผิดชอบและพรรคการเมืองว่าความเดือดร้อนต่างๆ มีการแก้ไข 2-3 ระยะ ซึ่งบางอย่างสามารถแก้ปัญหาได้ทันที พรรคเพื่อไทยจึงสะท้อนปัญหา และบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายให้พี่น้องประชาชนเพื่อปรับแก้นโยบายให้ตรงกับประชาชนมากที่สุด ก่อนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เมื่อถามว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา มองว่าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่าแจกของเมื่อน้ำท่วม และเยียวยาเมื่อน้ำลด บ้าง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการบริหารจัดการต้นทุนน้ำ บางครั้งการบริหารจัดการเขื่อนก็มีปัญหาจริงๆ อย่างปีนี้ เมื่อเขื่อนกักน้ำจนน้ำล้น สุดท้ายก็ต้องปล่อย ซึ่งพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทยลงมาหลายรอบแล้ว เพราะต้องการเตือนรัฐบาลรักษาการว่าวันนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังมีเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม รวมถึงพื้นที่หาดใหญ่ด้วย แม้น้ำลดแล้วแต่ปัญหายังไม่จบ ทั้งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปบอกว่าจะทำความสะอาดอ.หาดใหญ่ ให้กลับมาเป็นปกติในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งไปดูสภาพจริง เห็นกับตา ก็ยืนยันได้ว่าไม่มีทางสามารถคืนสภาพเดิมได้
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจ.พระนครศรีอยุธยา ก็ยังท่วมอยู่หลายเดือน ปัญหาภัยพิบัติ ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ขณะที่เพื่อไทยก็มีนโยบายชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนน้ำ และการบริหารจัดการทั้งระบบ ส่วนการเกษตร เราก็ได้เปิดนโยบายไป ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการรับฟังความเห็นประชาชนที่สะท้อนมาก็เชื่อว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยตรงใจประชาชน
เมื่อถามว่า นโยบายจะตรงใจพร้อมสู้กับบ้านใหญ่ โดยเฉพาะ จ.สุพรรณบุรี จะสามารถปักธงพื้นที่ได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องกลไกที่ต้องทำให้เป็นไปได้ ซึ่งในส่วนพรรคเพื่อไทยได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพ เพื่อมาลงพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้าใจและเข้าถึงประชาชน อีกทั้งต้องมีความสม่ำเสมอ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถชนะใจประชาชนได้
เมื่อถามย้ำว่า บ้านใหญ่ จ.สุพรรณบุรี ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในพื้นที่ก็มีกระแสไม่พอใจบ้าง เรื่องนี้มีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะปักธงได้หรือไม่ เพราะต้องไปสู้กับพรรคแกนนำรัฐบาลขณะนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า หากมองว่าเป็นเรื่องพรรคการเมือง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง แต่เพื่อไทยก้าวข้ามเรื่องนั้นไปแล้ว สิ่งที่เราพยายามทำคือการทำนโยบายเพื่อประชาชน เราจึงคัดเลือกและคัดสรรผู้สมัคร สส. ที่มีความสามารถในการนำนโยบายไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง และเชื่อว่าจะสามารถชนะใจประชาชนได้
ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวเสริมว่า เราไม่ได้ดูเรื่องของบ้านเล็กบ้านใหญ่อีกต่อไป เพราะเราก้าวข้ามประเด็นเหล่านั้นแล้ว การต่อสู้กับอำนาจรัฐพวกเราชินอยู่แล้ว เพราะเราเจอบ่อย เราผ่านการปฏิวัติมา และเลือกตั้ง เราก็ชนะได้ เราผ่านการเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งมีอำนาจรัฐ เราก็ไปทำความเข้าใจกับประชาชน และชนะเลือกตั้งมาได้เช่นกัน ครั้งนี้จึงไม่ได้กลัว และไม่ได้เป็นห่วงอะไร มั่นใจในนโยบายและเชื่อมั่นในตัวบุคคล เพราะวันนี้ไปในพื้นที่ใด กระแสตอบรับนายยศชนัน ก็อยู่ในระดับที่พอใจมาก ขณะที่ตัวผู้สมัครเองก็ลงพื้นที่ต่อเนื่องทุกวัน เรายังเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในการเดินเข้าหาประชาชน


