‘สาทิตย์’ ย้ำจุดยืน ‘อภิสิทธิ์’ ไม่ร่วมรัฐบาล ‘กล้าธรรม’ เป็นความเห็นจากประชาชน ผ่านแคมเปญ ‘ประเทศไทยไม่ทน’ แปลกใจ ‘ปชน.’ ไม่กล้าประกาศ ทั้งที่ก่อนหน้าบอกชัดไม่ร่วมงาน ‘ภท.’ ยังไม่ตอบพร้อมจับมือกับส้มหรือไม่ หลัง ‘เท้ง’ บอกเดินหน้าต่อ ม.112
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม บนเวทีดีเบตว่า ถือเป็นจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ใช่เฉพาะของหัวหน้าพรรคและพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น แต่เกิดจากการรับฟังเสียงประชาชน ผ่านโครงแคมเปญ “ประเทศไทยไม่ทน” ซึ่งประชาชนบอกว่าไม่สามารถให้ร่วมกับการเมืองสีเทาและการทุจริตได้
นายสาทิตย์กล่าวว่า การประกาศจุดยืนเช่นนั้นของนายอภิสิทธิ์เป็นความกล้า และเมื่อประกาศไปแล้ว มีเสียงวิจารณ์ว่าที่สุดแล้วก็เหมือนเดิมว่าเมื่อหัวหน้าประกาศจุดยืนไปแล้ว กรรมการบริหารพรรคก็มีมติอีกทางเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วสุดท้ายหัวหน้าพรรคก็ลาออก แต่มาวันนี้นายอภิสิทธิ์ประกาศในที่ประชุม กก.บห.เองว่าขอให้เป็นมติผูกพัน และในทางข้อบังคับพรรคถือเป็นการผูกพันไปถึงหลังเลือกตั้ง และเมื่อถึงเวลานั้นไม่วาอะไรจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์จะอยู่จนครบวาระเพื่อทำการเมืองต่อไป

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ในเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ตนแปลกใจต่อท่าทีของพรรคประชาชนที่ไม่กล้าประกาศ ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน บอกว่าพูดไม่ได้ เพราะกลัวผิดกฎหมาย แต่ก่อนหน้านั้นสามารถพูดได้ว่าไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน ทั้งที่การเมืองควรมีจุดยืนที่ชัดเจน
“ผมแปลกใจมากกว่านั้นทันทีที่นายอภิสิทธิ์ประกาศไม่เอาพรรคกล้าธรรม กลับมีการตีความหลายทาง หนึ่งในนั้น คือมองว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง เพราะการประกาศของนายอภิสิทธิ์ไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ มีแค่การประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาทุนเทา ต้องทำการเมืองสุจริต และขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองมีจุดยืนที่ชัดเจนเช่นกัน และมีการตีความว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม แล้วจะไปจับมือส้ม แดง ถือเป็นยุทธศาสตร์การเมืองที่มุ่งโจมมีพรรคประชาธิปัตย์ บิดเบือนข้อเท็จจริงจากจุดยืนทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ว่าจับมือใครหรือไม่จับมือใคร แต่เหตุผลที่ไม่จับมือนั้นเพราะอะไร ประชาชนต้องการอะไร ผมยืนยันการประกาศของหัวหน้าเป็นมติพรรค เปลี่ยนแปลงไม่ได้” นายสาทิตย์กล่าว
เมื่อถามว่า กระแสที่แต่ละพรรคการเมืองจะจับมือล่วงหน้า ซึ่งรวมถึงพรรคกล้าธรรม ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า ทำการเมืองอย่าดูถูกประชาชน อย่าคิดแทนประชาชนว่าพรรคไหนจะชนะ ปัจจุบันสิ่งที่ประชาชนต้องการรู้คือจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ดังนั้น จากวันนี้ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. จะมีอีกหลายเวทีดีเบต ขอให้ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เวทีดีเบตแรกจนถึงเวทีสุดท้ายว่าใครหนีดีเบต มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ไม่กล้าออกทีวีดีเบต ทั้งที่ในประเทศประชาธิปไตย การดีเบตคือเวทีแสดงจุดยืนทางการเมือง
ต่อข้อถามว่า ทำไมเลือกประกาศไม่จับมือกับพรรคกล้าธรรม แต่บางพรรคที่มีประวัติไม่โปร่งใสกลับไม่ประกาศ นายสาทิตย์กล่าวว่า ขอให้ดูต่อไป มีเป็นซีรีส์แน่นอน

เมื่อถามถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อเรื่องกฎหมายอาญา มาตรา 112 นายสาทิตย์กล่าวว่า ยังมีความจำเป็น แต่การบังคับใช้ต้องเกิดความชัดเจนโปร่งใส ประเด็นไม่อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนประกาศจุดยืนจะแก้ไขมาตรา 112 แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจับมือด้วยได้หรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า ต้องฟังจุดยืนก่อน ส่วนการจับมือกับใครยังอีกนาน และหัวหน้าพรรคประชาชนไม่ได้บอกว่าจะแก้มาตรา 112 แต่มุ่งเน้นจะนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 ซึ่งตอนนี้กฎหมายฉบับนี้ถูกแช่แข็งอยู่ จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่จะมีมติให้เดินหน้ากฎหมายฉบับนี้หรือไม่
เมื่อถามถึงกระแสโจมตีพรรคประชาธิปัตย์บนโซเชียลมีเดียเรื่องสลายการชุมนุน และคดี 99 ศพ นายสาทิตย์กล่าวว่า ตอนนี้ถูกโจมตี 3 เรื่อง เรื่องแรก โครงการชั่งไข ซึ่งเป็นประเด็นเก่าแก่ ไม่มีผล เพราะไม่มีอยู่จริง เรื่องคดี 99 ศพ เรื่องนี้ต้องดูที่นายอภิสิทธิ์ชี้แจงกับนักศึกษาที่จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งเรื่อง MOU43-44 ที่ตอนนี้ก็พูดถึงน้อยลง เพราะมีการประชุมผ่านกลไกทวิภาคีแล้ว จึงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่นำมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ หลังพรรคได้รับความสนใจจากประชาชน ซึ่งพรรคและหัวหน้าพรรคพร้อมชี้แจงทุกเรื่อง

