หมายเหตุ – ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงการนำศูนย์พลเมือง 76 จังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งปี 2569 โดยช่วยทำหน้าที่ให้ความรู้ ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร และเกาะติดนโยบายพรรคการเมือง

⦁พลเมืองคืออะไร
ไม่เอาในราชกิจจานุเบกษาอะไรนะ แต่เอาความหมายในฐานะที่รับผิดชอบสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองของสถาบันพระปกเกล้า คาดหวังให้ความเป็นพลเมืองคือการตื่นรู้ อยากมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะทางการเมือง อยากจะเห็นบ้านเมืองหรือชุมชนของตัวเองพัฒนาไปในทิศทางที่พลเมืองร่วมกันคิด จัดการปัญหาประเทศของประชาชน เช่น ปัญหาขยะ เรื่องภัยพิบัติ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น
พลเมืองจึงต้องตื่นรู้อยากมีส่วนร่วมในกิจการของรัฐ ของท้องถิ่น แต่พลเมืองก็มีไทยเฉย ยังรอของจากรัฐ รอเงินจากรัฐ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ว่าเขายังพึ่งตัวเองไม่ได้ ยังต้องพึ่งรัฐ บุคคลเหล่านั้นไม่สนใจการมีส่วนร่วมมากนัก ขณะที่พลเมืองตื่นรู้ที่เราคาดหวัง พลเมืองตื่นรู้จะรู้ว่าสามารถมีส่วนร่วมกับการบริการสาธารณะอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์
⦁พลเมืองมีสิทธิอะไรบ้าง
พยายามดูรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญไทยยังไม่ได้กำหนดสิทธิพลเมืองเป็นกิจจะลักษณะ เพียงแต่ว่าเคยมีรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งที่ตกไปตอนหลังปฏิวัติปี 2557 แล้วก็ให้ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขียน ตอนนั้นระบุแน่ชัดเรื่องของพลเมือง มีกองทุนภาคพลเมือง พลเมืองจะได้มีเวทีการขับเคลื่อน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่สามารถผ่านได้ มาในรัฐธรรมนูญปี 2560 ดูในมาตรา 71 แนวนโยบายแห่งรัฐ ก็ไปพิทักษ์เรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีความเป็นพลเมือง คือไปพิทักษ์สิทธิของพลเมือง เช่น มาตรา 43 รัฐธรรมนูญ เขาพูดเรื่องสิทธิของพลเมืองที่จะไปเสนอกิจการใดก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผังเมือง เรื่องของการจัดบริการสาธารณะของรัฐบางอย่าง เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องภัยพิบัติ เรามีสิทธิเสนอเพื่อคุ้มครองประชาชน
มาตรานี้เขียนต่อว่าเรื่องใดที่เป็นผลกระทบหมายความว่ากิจการของรัฐหรือของท้องถิ่นที่ไปกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่เขา ก็ร้องเรียนกับรัฐได้ ร้องเรียนกับท้องถิ่นได้ สิทธิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าไปกำหนดในหมวดสิทธิเสรีภาพ หมวดว่าด้วยนโยบายของรัฐ สภาพบังคับไม่มี รัฐอาจละเลยได้ เสนอว่าน่าจะมีกฎหมายบังคับให้รัฐออกกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในนามของพลเมืองเสนอสิทธิพลเมืองของไทยกับประเทศอื่นๆ เหมือนหรือต่างกัน
ในศัพท์พลเมืองของทุกประเทศเหมือนกัน ไม่ว่าจะญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ คือพิทักษ์สิทธิของพลเมือง เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่เหมือนกัน คือ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เหยียดผิว ไม่แบ่งแยกเพศ ไม่แยกเชื้อชาติ ไม่แบ่งแยกเรื่องชนชั้น หรือการสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่ครอบคลุม เป็นสิทธิพื้นที่อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าข้อปฏิบัติในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บางประเทศอาจละเลย เช่น บางประเทศละเลยสิทธิมนุษยชน ทำให้คนรู้สึกว่าถูกรังแก ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ฉะนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นไม่สามารถทำให้มีข้อแตกต่าง หรือทำให้เป็นพลเมืองชั้น 2 พลเมืองชั้น 1 แต่ต้องเคารพความเท่าเทียมกันในการพิทักษ์ประโยชน์ของพลเมืองของชาติตัวเอง ซึ่งในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วเขาเคารพเรื่องนี้มาก
⦁พลเมืองนี้เป็นคน หรือเป็นกลุ่มคน
ในระดับปัจเจก การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อาจเป็นปัจเจกได้ แต่ในเรื่องชุมชนมีคุณลักษณะแตกต่างกัน มีศูนย์พลเมืองของสถาบันพระปกเกล้าไม่ใช่ปัจเจก ศูนย์นี้ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2542 ไม่ใช่ปัจเจก เราต้องการให้เป็นกลุ่มก้อนในลักษณะศูนย์เป็น civil Society เป็นประชาสังคมที่รวมตัวกันเพื่อกิจการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แล้วก็ทำในเรื่องที่ผลักดันในเรื่องกิจการสาธารณะเป็นเรื่องของสังคม ร่วมมือเป็นกลุ่มก้อน โดยศูนย์พลเมืองเป็นกลุ่มก้อนของบุคคลในระดับจังหวัด
ศูนย์พลเมืองมีความชัดเจนในรูปของรวมกลุ่มสร้างสรรค์ ทำงานสาธารณะในจังหวัด ตอนนี้ศูนย์พลเมืองของสถาบันพระปกเกล้ามี 3 เรื่องที่ผลักดันในเชิงนโยบายของสถาบันพระปกเกล้า
หนึ่ง คือเรื่องการจัดการขยะ โดยขับเคลื่อนให้มี พ.ร.บ.ขยะ สอง คือ ความมั่นคงทางอาหาร เรื่องเกษตรอินทรีย์ เรื่องการไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง เพราะการพ่นสารเคมีกระทบต่อส่วนรวมที่เราบริโภคอาหาร และสาม คือ ภัยพิบัติ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนตระหนักถึง
⦁ศูนย์พลเมืองของสถาบันพระปกเกล้ามีกี่จังหวัด
มีทั้งหมด 76 จังหวัด แต่ว่าศักยภาพตอนนี้กำลังประเมิน ต้องยอมรับว่าบางที่ก็เข้มแข็ง บางที่ก็เข้มแข็งน้อย คิดว่าประเทศไทยมีคนที่มีจิตอาสา มีคนคิดดีต่อชาติบ้านเมืองเยอะ เพียงแต่ไม่ได้มารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ฉะนั้นศูนย์พลเมืองบางศูนย์ดีมาก เรามีคณบดี มีอาจารย์ มีประชาคม หอการค้า มีท้องถิ่น มีภาคประชาสังคมเป็นอาสาสมัครเข้ามาร่วมในศูนย์พลเมืองระดับจังหวัด
ได้ให้ปรับโครงสร้างและบทบาท ซึ่งบทบาทที่ควรทำ หากดูมาตรา 71 รัฐธรรมนูญ ให้ไปดูพัฒนา กระบวนการสร้างคนให้พลเมือง ไปดูว่าใครจะมาร่วมขบวนการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ แล้วไปดูสิ่งที่จะขับเคลื่อน
อีกภารกิจหนึ่งคือเรื่องโพล ซึ่งตอนนี้กำลังทำโพลการเลือกตั้ง ล็อตแรกที่ออกไปเป็นที่ฮือฮา คือ KPI Poll เราถามว่าแคนดิเดตนายกฯจำเป็นไหม ประชาชนพูดเลยว่าจำเป็นและพรรคการเมืองต้องเสนอแคนดิเดตนายกฯ แต่ถ้าเสนอแคนดิเดตตรงกับความต้องการเขาก็จะเลือก แต่ถ้าเสนอมาไม่ตรงกับที่เขาคิดนะ เขาเปลี่ยนเลย
เรายังถามว่าการเมืองว่าเป็นยังไง คำตอบออกมาตรงกันเลยว่าเหมือนเดิมหรือแย่ลง อันนี้จะให้ความคิดทางการเมืองว่าเราต้องพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้น โพลยังระบุว่าคนอยากให้นายกฯไปปราบทุจริต แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน อันนี้จะทำให้พรรคการเมืองคิดเลยว่านโยบายจะต้องชัดเจน
การทำโพลทางสถาบันพระปกเกล้าทำร่วมกับอาจารย์สมชัย ศรีสุทธิยากร มาดูแลเรื่องโพลด้วย เรามีเกณฑ์เรียบร้อยหมดแล้ว ผมคิดว่าอันนี้ทำให้ศูนย์มีความตื่นตัวแล้วก็ commit เรื่องของการให้ข้อมูลที่เป็นกลางชัดเจน ฟังเสียงประชาชนมากขึ้น
⦁ในช่วงเลือกตั้งนอกจากทำโพลแล้วมีแนวทางทำอะไรบ้าง
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วางเฟรม 3 แบบ หนึ่ง ก่อนเลือกตั้ง สอง ระหว่างเลือกตั้ง และ สาม
หลังเลือกตั้ง
ก่อนเลือกตั้งเรามีอินฟลูที่คอยให้ความรู้ว่ายุบสภาแล้วเป็นอย่างไรต่อ เช่น ส.ส.ไม่มีแล้ว ส.ว.ทำหน้าที่ ต้องไปเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นะ ต่อไปถ้าคุณไม่ไปใช้สิทธิจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือการให้ความรู้
ระหว่างเลือกตั้ง ต้องมีการรณรงค์หาเสียง โจทย์ของพลเมือง เช่น เรื่องอาหาร เรื่องขยะ เรื่องภัยพิบัติ หรือเรื่องตามโพลที่ระบุ เช่น ปราบทุจริต ปราบทุนเทา พลเมืองต้องพูดเรื่องนโยบาย และเรื่องคัดคนเข้าสู่
ผู้สมัครทั้งบัญชีรายชื่อและเขต เพราะว่ามีเรื่องของไพรมารีโหวต ไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองจะทำแบบหลอกๆ ต้องพูดอย่างนี้ คิดว่าอันนี้มีปัญหามาก เพราะเขาไม่ได้เสนอให้ประชาชนเลือกว่าเขตนี้จะส่งใครจาก 2 คนที่อาสาลง คิดว่าพรรคการเมืองใช้อำนาจหัวหน้าพรรคส่งเลย พลเมืองจึงต้องดูคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ ส่วนบัญชีรายชื่อต้องเอาชื่อมาดูว่า แต่ละคนเก่งโดดเด่นเรื่องอะไร และตามมาด้วยเรื่องนโยบาย เรื่องดีเบต
สถาบันพระปกเกล้าจะจัดดีเบต จะทำ KPI โพลเพื่อฟังเสียงประชาชนว่าอยากฟังใคร เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อนุทิน ชาญวีรกูล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ไล่ตามลำดับ ก็ทำตามประชาชนอยากฟัง นอกจากนี้ผมยังได้ให้นโยบายว่าให้ศูนย์พลเมืองช่วยรณรงค์ให้คนไปเลือกตั้งให้มาก วางเป้าเรื่องของจำนวนผู้ใช้สิทธิ เรื่องบัตรเสีย เรื่องการเลือกตั้งให้ถูกต้อง เพราะว่าการเลือกตั้งประเทศไทยเราไม่ค่อยเข้าเป้า บางจังหวัดเข้าเป้า บางจังหวัดไม่เข้าเป้า โดยภาพรวมยังไม่เข้า
หลังเลือกตั้ง ศูนย์พลเมืองต้องตามนโยบาย เพราะปกติแล้วหลังเลือกตั้งประชาชนไม่ได้ตามนโยบาย เราก็ให้ศูนย์พลเมืองทำหน้าที่ สมมุติว่าเรื่องกระจายอำนาจ ทุกพรรคพูด แต่พอเข้าไปเป็นรัฐบาลไม่เห็น การเสนอญัตติเรื่องกระจายอำนาจทำนู่นทำนี่ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องอะไรในเรื่องหมวดกระจายอำนาจดูจะเบาบางไป
⦁ถ้าตรวจสอบพบจะร้องเรียนไหม จะกลายเป็นนักร้องไหม
คิดว่าศูนย์พลเมืองเป็นนักร้องไม่ได้นะ เดี๋ยวจะกลายเป็นนักร้องอื่นๆ แต่ศูนย์พลเมืองเป็นนักขับเคลื่อนเชิงนโยบายให้เกิดผลสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.ขยะเราช่วยกัน เริ่มรับฟังความเห็น แล้วให้วิทยาลัยนิติบัญญัติไปยกร่าง ส่งให้ศูนย์พลเมืองไปขับเคลื่อน อย่างนี้ไม่ใช่นักร้อง แต่เป็นขับเคลื่อนอย่างมีเหตุมีผล
⦁ถ้าอยากจะไปทำงานศูนย์พลเมืองจะต้องทำอย่างไร
คิดว่าเป็นอาสาสมัครและร่วมเป็นกรรมการได้ ไม่ปิดโอกาส กรรมการจะปรับเปลี่ยน เอาคนรุ่นใหม่เข้ามา บางคนก็เข้ามาเสริมการทำงาน เป็นการเติมเต็ม ยังคิดว่าถ้าศูนย์พลเมืองเป็นเวทีการขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณะ ยิ่งเกิดเยอะ ยิ่งเป็นผลดีต่อประเทศ ถ้าเป็นไปได้ หลายประเทศมีสมัชชาพลเมืองระดับชาติ ในที่สุดถ้าเป็นสมัชชาภาค แล้วแต่ละภาครวมกันเป็นสมาพันธ์ระดับประเทศ สามารถต่อรองทางการเมืองได้ เพราะการเมืองมี 2 แบบ คือ แบบการเมืองภาคตัวแทน และการเมืองภาคพลเมืองที่ใส่ใจกิจการสาธารณะ ทำให้เกิดการถ่วงดุลกันระหว่างการเมืองภาคตัวแทนต้องฟังเสียงประชาชน กับภาคประชาชนที่ต้องขับเคลื่อนแก้ปัญหา
ถ้ามีเวทีให้พูดให้เสนอ นี่แหละการเมืองภาคพลเมือง แล้วไปต่อจิ๊กซอว์กับผู้แทน ไม่ใช่พลเมืองเป็นของพรรคนี้ อย่างนี้ไม่ได้ จะกลายเป็นพลเมืองมี 2 ชั้น ชั้นหนึ่งเป็นของคนมีอภิสิทธิ์ ไม่ต้องการแบบนั้น แต่ต้องการให้มีการร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา
⦁การเมืองไทยตอนนี้เป็นยังไง มีข้อแนะนำอะไรไหม
คิดว่าการเมืองไทยถ้าจะให้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง น่าจะเป็นการเมืองเชิงนโยบายให้มากขึ้น ไม่ค่อยสบายใจที่ให้ศูนย์พลเมืองช่วยทำเพื่อให้สบายใจก็คือการเลือกตั้งสุจริต การเลือกตั้งคุณภาพ อยากเห็นการเลือกตั้งคุณภาพ การเลือกตั้งสุจริต 2 เรื่อง แล้วศูนย์พลเมืองตอบโจทย์นี้ก่อนว่าการเลือกตั้งคุณภาพเป็นยังไง การเลือกตั้งสูงจะเป็นยังไง เพื่อช่วยกัน เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นการเมืองเชิงนโยบาย
การเมืองสีเทา การเมืองซื้อเสียง การเมืองหาประโยชน์จากการดึงประชาชนมาเพื่อจูงใจให้ลงคะแนน ไม่น่าจะพึงประสงค์ แต่การเมืองเชิงนโยบายว่าแข่งกันในเชิงนโยบาย ประชาชนจะได้ประโยชน์มาก อยากเรียกร้องว่าการพูดในทำนองทำให้มันมีขั้ว ทำให้มันมีสีเทาๆ ตอกย้ำเรื่องพวกนี้ มันจะเป็นภาพจำที่ไม่ดี แต่ก็ต้องล้างพวกนี้ออกไปแล้วก็มารณรงค์เรื่องงานสาธารณะ ประชาชนที่เป็นพลเมืองหรือศูนย์พลเมืองเอง ต้องเสนอเลยว่า บ้านผม ชุมชนผม ประจำจังหวัดผม จะต้องการอย่างนี้ หรือหัวหิน หรือแม่สอด เกาะสมุย รวมตัวกันอาจจะไม่ใช่ศูนย์พลเมืองและประชาชนตื่นรู้ บอกว่าเมืองที่พูดมานี้เป็นการปกครองรูปแบบพิเศษได้ไหม ก็เลยไปเสนอ
แข่งกันแบบนี้มันเกิดประโยชน์ใช่ไหม การเมืองแบบนี้จะสนุกเลย เพราะว่าแข่งกันว่านโยบายของใครทำได้ทำไม่ได้ ใครเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าใคร จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ยกตัวอย่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ญี่ปุ่นคนหนึ่ง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ เขาเสนอนโยบายตอนหาเสียง เขาเสนอว่าโออิตะ สำรวจแล้วเป็นจังหวัดที่ยากจนมาก จาก 47 จังหวัด เขายากจนเป็นที่ 40 เหลือแค่ 7 จังหวัดเท่านั้นที่เขาเหนือ ผู้ว่าฯคนนั้นประกาศจะนำโออิตะให้ไต่ลำดับขึ้นไปอยู่ 1 ใน 10 หลุดพ้นจากความยากจน
เราก็อยากเห็นว่าพรรคใดบ้างที่บอกประชาชนว่า เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะให้รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้ GDP เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ จะทำให้มีเศรษฐกิจดีอย่างไร ต้องแข่งกันแบบนี้!
แต่ทำไมถึงได้ยินคนพูดกันว่าเที่ยวนี้เขตหนึ่งมีการใช้เงินเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งจะเป็นภาพจำที่ไม่น่าจะพึงประสงค์
ต้องช่วยกันลบภาพพวกนี้ออกไป!?!

