หมายเหตุ – พรรคภูมิใจไทยจัดการประชุมพรรค โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงนโยบายการเลือกตั้ง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ร่วมแถลงนโยบายเวทีแสดงวิสัยทัศน์แต่ละด้าน ที่โรงละครอักษรา ศูนย์การค้าคิง เพาเวอร์ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม
อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย
ผมขอพิสูจน์ว่าพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะผมเดินไปไหนหูได้ยินเสียงประชาชนเสมอ ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมา ท่านได้ผมเป็นนายกฯ ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมา ผมจะให้นายสีหศักดิ์เป็นรองนายกฯและ รมว.กต. เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศ นางศุภจีจะไม่เพียงเป็น รมว.พาณิชย์ แต่จะเป็นรองนายกฯกำกับการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการค้า นายเอกนิติจะยังเป็นรองนายกฯและ รมว.คลัง คุมการคลังของแผ่นดิน ดูวินัยการเงินการคลัง ดูค่าเงินบาท นโยบายทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีมาก่อน แต่วันนี้มีแล้วจะทำงานครอบคลุม ถ้าทำไม่ได้พรรคภูมิใจไทยไม่พูด เมื่อก่อนมีข้อจำกัด แต่วันนี้ไม่มีข้อจำกัดแล้ว
ท่านไม่ต้องห่วง 3 ท่านนั้นมาแน่ แม้ว่าเดี๋ยวคนจะบอกว่า เขาไม่เป็นแคนดิเดตนายกฯหรือ แต่ไม่สำคัญเพราะผมเป็นนายกฯ แต่ผมอาจจะเผื่อเหลือเผื่อขาดให้ท่านบ้าง เราไปบังคับจิตใจคนไม่ได้ พวกเราในห้องนี้เป็นนักการเมือง คุ้นชินกับการรับแรงปะทะ รับฟังเสียงตำหนิของคนที่เราไม่รู้จัก แต่ 3 ท่านนี้อาจยังไม่ชิน แต่เดี๋ยวก็ชิน แต่เที่ยวนี้ขอให้ท่านได้ทำสิ่งที่ท่านสบายใจ จะได้กลั่นผลงานที่ประชาชนประทับใจให้ประเทศของเรา ไม่มีความกังวล ไม่มีเอ๊ะ ไม่มีเฮ้ย มีแต่คำว่าสู้ เมื่อเขาได้สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองสักระยะ โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ แล้ววันนั้นเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของเรา วันนี้มองเขาเป็นคนนอกไม่ได้แล้ว เขาอาจไม่ชินระบบแต่การทำงานเขาคือคนใน เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา และผมให้คำยืนยันว่าเราทำได้ดีกว่ายิ่งใหญ่กว่า สำเร็จกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่ม จะพลิกฟื้นจากติดหล่มได้อย่างไร หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 30 ก.ย.68 เศรษฐกิจไทยดิ่งเหว จากจีดีพี 3.2% จีดีพีเหลือ 1.8% มาเหลือจีดีพี 1.2% ถ้าไม่ทำอะไรเลยเศรษฐกิจจีดีพีจะเหลือ 0.3% นายกฯบอกเรามีเวลาสี่เดือนไปออกนโยบายเศรษฐกิจมา จึงเกิดนโยบายควิกบิ๊กวิน ด้วยนโยบายคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ใช้เวลา73 วัน สามารถทำได้ เศรษฐกิจไทยพ้นจากรถติดหล่มแล้ว
วันนี้ได้รับโจทย์ เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ถ้าเราได้ทำต่อ อีกสี่ปี ระหว่างปี 2569-2572 เราตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจไทยจีดีพีเกิน 3% พลัส ด้วย นโยบาย เศรษฐกิจ 10 พลัส ประกอบด้วย 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็กแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาลออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC) 2.เมดอินไทยแลนด์เอสเอ็มอีพลัส เติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ลงทุนพลัส เพิ่มการลงทุน รัฐร่วมทุน กระตุ้นโตยาว 4.ผลิตได้ ขายออก พลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่คนชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 5.เทรด พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต 6.เศรษฐกิจสีเขียว พลัส เพราะรักษ์โลกคือทางรอด และเป็นทางรวย อย่างยั่งยืน 7.ดิจิทัลเอไอพลัส เอไอถึงมือ งานถึงตัว เงินถึงบ้าน 8.การศึกษาเท่าเทียมพลัส เรียนฟรีมีจริง มีงานเรียนฟรีทุกที่ทุกเวลา 9.สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 10.ไทยแลนด์พลัส รัฐฉับไว เศรษฐกิจใหม่ คนไทยแฮปปี้
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
รมว.พาณิชย์
เรื่องเทรดพลัส ตอนนี้โลกได้แบ่งเป็นขั้ว เป็นข้าง เป็นค่ายและมีมากมายหลายค่าย เป็น มัลติ โพลาร์ เวิลด์ การทำการค้าขายไทยต้องอยู่ในจุดพอดี หากทำด้านใดให้ดีพอ มีคุณค่ามากพอ ทุกประเทศจะมาเป็นคู่ค้าของไทย
เรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะทำอะไรไทยเรื่องภูมิเศรษฐกิจได้ หากเราร่วมมือกันค้าขาย ต้องทำด้วยกัน ต้องบูรณาการกัน ตัวเลขเศรษฐกิจที่จีดีพี ทางการเกษตรอยู่ที่ 6% ภาคอุตสาหกรรม 25% และการบริการ 66% / ภาคเกษตรเรามีแรงงานอยู่ 30% แต่หารายได้ทางด้านการเกษตรแค่ 6% ดังนั้นต้องเพิ่มผลผลิตต้องทำให้ได้มากขึ้นกว่านั้น ส่วนเรื่องอุตสาหกรรม 25% ก็ลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มให้กับประเทศ และส่วนการบริการ 66% ต้องเพิ่มมูลค่าด้วยการบริการมูลค่าสูง
ส่วนประเทศที่มีภาษีต่างตอบแทน อย่างสหรัฐอเมริกา หรือยูเอส ทารีฟ แกปส์ (US TARIFF GAPS) ปัจจุบันนี้สหรัฐอเมริกากำหนดอัตราภาษีแต่ละประเทศไม่เท่ากัน อาทิ จีน อินเดีย และแคนาดา มีอัตราภาษีมากกว่าไทยเสียเพียง 19% ดังนั้นเราต้องเจาะช่องว่าง เป็นโอกาสว่าอะไรเป็นปัจจัยเราแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ ทำในสิ่งที่ทำได้ หาช่องโอกาสไปทำ แต่สิ่งสำคัญของการเชื่อมการค้าโลกคือ ต้องหาประโยชน์ร่วมให้ได้ เพื่อให้เป็นคู่ค้ายั่งยืน จากคู่ค้าเป็นพันธมิตรให้เป็นหุ้นส่วน
ส่วนด้านเกษตร ไทยต้องชูให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านรายได้ เรื่องการส่งออก อยากให้ดูว่าเราซื้ออะไรจากใครบ้าง อาทิ ซื้อเครื่องบินกริพเพนถึง เรือฟริเกต และเครื่องบินพาณิชย์ แทนที่เราจะซื้อด้วยเงินสดอย่างเดียว ต้องพูดคุยเอาสินค้าเกษตรไปแลกบ้าง ส่วนการเพาะปลูก ต้องเปลี่ยนความคิดไม่ใช่ปลูกอะไรตามใจ แต่ต้องตามใจความต้องการคนอื่นด้วย อย่างข้าว ไทยกับอีกหลายประเทศจะสลับกันเป็นอันดับหนึ่งการส่งออกข้าว ปัจจุบันข้าวหอมมะลิไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะปลูกได้ ต้องดูความต้องการ เพราะบางประเทศก็ไม่ได้ต้องการเพียงข้าวหอมมะลิ เราต้องนำเรื่องนี้มาคิดเพื่อแข่งขันการจัดส่งข้าวออกไปบริโภค ต้องยอมรับว่าหลายจังหวัดและหลายภาคของไทยจะมีข้าวแต่ละสายพันธุ์ขึ้นชื่อ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
รมว.ต่างประเทศ
วันนี้มารับหน้าที่เข้าเดือนที่ 4 เจอวิกฤตความสัมพันธ์กับกัมพูชา เชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะมีผู้นำเข้มแข็ง มีเอกภาพระหว่างทหารกับฝ่ายการทูต เราทำงานร่วมกัน พูดเป็นเสียงเดียวกัน เรามีเอกภาพในการปกป้องคุ้มครองอธิปไตยของไทย ศักดิ์ศรีของประเทศไทย แน่นอนว่าไทยพร้อมเปิดประตูสำหรับการพูดคุยเจรจา เพราะความขัดแย้งต้องจบที่การเจรจาพูดคุย แต่การเจรจาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีความพร้อม และความจริงใจ เรารอคอยอยู่
สำหรับประเด็นเฉพาะหน้าคือความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เราต้องก้าวพ้นความขัดแย้งกับกัมพูชา ต้องการส่งเสริมให้เมียนมาเพื่อนบ้านของเรามีเสถียรภาพและสันติภาพ
ส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มีหลายขั้วอำนาจ ทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย อินเดีย อียู ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกขั้วอำนาจ ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง อีกทั้งโลกจะไร้ระเบียบไร้กติกามากขึ้น เราจะสร้างภูมิต้านทานของเราได้อย่างไรบ้าง นอกจากการมองไปข้างหน้า คิดว่าการทูตของเราจะต้องเป็นการทูตทุกมิติ พร้อมใช้กลไกอาเซียนเป็นภูมิต้านทาน และสร้างอำนาจต่อรองในด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าการทูตไทยต้องมองไกลกว่าผลประโยชน์ใกล้ตัว เพื่อสร้างศักดิ์ศรีบนเวทีโลก โดยไทยควรมีบทบาทนำในประเด็นสากล อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การป้องกันโรคระบาด การต่อต้านการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติ
การทูตต่างประเทศต้องตอบโจทย์ของประเทศคือการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นสัปดาห์หน้าจะมีการประกาศนโยบายการทูตเศรษฐกิจ ต่อไปนี้สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ มีเกือบ 100 ประเทศ ต้องหันมาทำงานด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช่แบบเดิมๆ เป็นการหาตลาดส่งเสริมการลงทุน ทูตจะต้องทำงานแบบมีเป้าหมาย วอล์ก ทู ทอล์ก (walk to talk) โดยการเข้าหา และเข้าถึง ดังนั้น การทูตเศรษฐกิจถือเป็นการส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศภายใต้พรรคภูมิใจไทย
ไชยชนก ชิดชอบ
รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
พรรคภูมิใจไทยเห็นถึงความจำเป็นต้องยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ภัยต่างๆ รวมถึงการเสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลคือการใช้เอไอ ต้องการเปลี่ยนให้การพยากรณ์ภัยเป็นเรื่องใกล้ตัวประชาชน วิธีการคือต้องเชื่อมหน่วยงานด้วยเทคโนโลยี ทำให้เรื่องเหล่านี้ไม่ต้องผ่านกระบวนการเซ็นอนุมัติ สามารถส่งข้อมูลตรงไปถึงหน่วยงานรับผิดชอบได้ทันที ขณะที่การเข้าถึงประชาชนจะต้องหาพาร์ตเนอร์เหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนอยู่แล้ว เพื่อช่วยให้ข้อมูลไปถึงมือพี่น้องประชาชนในทุกๆ วัน
การฟื้นฟูเยียวยาประกันภัยครัวเรือนเกี่ยวกับภัยพิบัติ ควรเป็นสิทธิพื้นฐานของพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนในประเทศไทย นำมาสู่นโยบายกองทุนภัยพิบัติ จะได้รับมากถึง 100,000 บาทต่อครัวเรือน ต่อภัยทั่วประเทศ ทำได้แน่นอน
เข้าใจว่าหลายคนกลัวเรื่องการใช้เอไอ แต่พรรคภูมิใจไทยจะทำให้การใช้เอไออยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย หากประชาชนเลือกภูมิใจไทย เราจะทลายสแกมเมอร์ ไม่มีกาสิโน เราจะรู้ทันภัย แล้วประเทศไทยจะมีสิทธิขั้นพื้นฐาน ในด้านประกันภัยครัวเรือนมากกว่า 100,000 บาทต่อครัวเรือน จะร่วมกันทรานส์ฟอร์มทุกภาคส่วนของประเทศไทยในเชิงดิจิทัล ด้วยความรับผิดชอบ และปลอดภัย
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์
รมว.วัฒนธรรม
พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิดการศึกษาเท่าเทียมพลัส เพื่อทำให้เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา พลัสที่ 1 คือการเปิดประตูไปสู่ความรู้ จะสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี หรือ 1 แพลตฟอร์ม 1,000,000 ความรู้ จะรวมความรู้ทันสมัย ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ และทุกคนสามารถเรียนได้ฟรี ไม่มีการคิดค่าอินเตอร์เน็ต
การศึกษาเท่าเทียม พลัสที่ 2 คือ สกิล บริดจ์ (Skill Bridge) หรือสะพานพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า จะพัฒนาแพลตฟอร์ม อัพ สกิล แห่งชาติ เป็นแพลตฟอร์มแห่งรัฐ จะยกระดับทักษะของคนในประเทศ เน้น 3 แกนหลักคือ 1.ทักษะ 2.เน้นงาน 3.มีรายได้ จะมีบริษัทชั้นนำทางภาคเอกชนร่วมออกแบบกับสถาบันการศึกษา เหมือนกับสิงคโปร์ เพื่อเป็นใบเบิกทางการเปลี่ยนงาน และยกระดับรายได้ได้จริง เปลี่ยนจากเรียนจบแต่ตกงาน เป็นเรียนจบมีงานทำ
พลัสที่ 3 คือธนาคารหน่วยกิต เปิดโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยเรียนรู้หลายสาขาโดยไม่ถูกตีกรอบ จะใส่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อคุณสอบผ่านสามารถสะสมหน่วยกิตไว้ในธนาคารหน่วยกิตนี้ เมื่อเก็บหน่วยกิตครบตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำหนด จะออกวุฒิการศึกษา ดังนั้น เรียนฟรีมีจริง เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
นโยบายถัดมาคือนโยบายสูงวัยพลัส ประกอบด้วย 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.จ้างงานผู้สูงอายุในภาคเอกชนสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่าสูงสุด 30,000 บาท ตามอัตราที่จ้างจริง 2.สำหรับผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50% 3.มาตรการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท 100,000 อัตรา อัตราจ้างขั้นต่ำ 4 ปี เป็นมาตรการจ้างผู้จบการศึกษา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์การกีฬา หรือทางด้านพยาบาล หรืออื่นๆ นำมาประยุกต์ดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ พยาบาลอาสาจะดูแล ผู้ป่วยติดเตียง ติดบ้าน รวมทั้ง หญิงตั้งครรภ์ ทำงานเชิงรุก แบบเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
4.การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จะดึงศักยภาพของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมามีส่วนร่วมสร้างระบบนิเวศดูแลผู้สูงอายุครบวงจร จะนำที่ดินของรัฐทุกประเภท มาเปิดโอกาสให้เอกชนลงทุนสร้างศูนย์ฯ 60 พลัส เกษียณสำราญ มีงานทำเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ยังมีนโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด

