ดีเดย์นับถอยหลัง ศึกเลือกตั้ง ปี’69 การเมืองร้อนข้ามปี

28.12.25 | 13:19 น.

ดีเดย์นับถอยหลัง
ศึกเลือกตั้ง ปี’69
การเมืองร้อนข้ามปี

การเลือกตั้ง ส.ส.วาระทั่วไป วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ซึ่งจะมีความสำคัญ นอกจากการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ยังเป็นทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” พร้อมกับวันเลือกตั้ง ส.ส.ด้วย

ตามข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีพรรคการเมืองที่อยู่ในสารบบ สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งได้ 76 พรรค โดยสำนักงาน กกต.วางไทม์ไลน์ วันที่ 27-31 ธันวาคม เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต พร้อมกันทั่วประเทศ พื้นที่ต่างจังหวัดสมัครได้ที่สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเป็นผู้กำหนด

พื้นที่กรุงเทพฯ จะเปิดรับสมัครที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

ส่วนวันที่ 28-31 ธันวาคม เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ยื่นสมัครได้ที่ โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ แต่ละพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร ส.ส. ต้องปฏิบัติตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2561 กำหนด ทั้งการทำไพรมารีผู้สมัครทั้ง ส.ส.แบบเขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ครบถ้วนป้องกันการถูกตัดสิทธิในภายหลัง

Advertisement

เมื่อผ่านขั้นตอนการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ทุกพรรคที่ผ่านการรับรองการสมัคร ส.ส. ถือว่าเป็นการนับหนึ่งจากจุดสตาร์ต เริ่มต้นการหาเสียงพร้อมกัน ไปจนถึงเวลา 18.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ตามที่ มาตรา 70 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 กำหนด

นับจากนี้แต่ละพรรคที่ลงสู่สนามเลือกตั้ง ต่างต้องชูทุกความพร้อมทั้งตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบเขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ บัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอได้ 3 ชื่อ และชุดนโยบายที่จะใช้เป็นไฮไลต์สำคัญๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ตัดสินใจในวันเข้าคูหาเลือกคนที่รัก พรรคที่ใช่ ให้ได้มากที่สุด

ซึ่งกูรูการเมืองหลายสำนักต่างวิเคราะห์ออกมาตรงกันว่า ปัจจัยและความพร้อมทางการเมืองในขณะนี้ จะมี 3 พรรคหลัก คือ พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่มีโอกาสจะได้รับเลือกตั้ง คว้า ส.ส.บวก-ลบ 100 เสียงขึ้นไป ซึ่งจะมีผลต่อการความชอบธรรมในการเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้

เริ่มจาก พรรค ปชน. นอกจากจะเปิดเผยรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ครบทั้ง 3 คน คือ 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล และ 3.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พร้อมเปิดชื่อผู้สมัคร ส.ส.เขต และ 100 รายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผ่านแคมเปญ “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” ยังมีชุดนโยบายของพรรค ปชน. ทั้ง 10 ด้าน ครอบคลุมในการแก้ไขทุกปัญหา ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของพรรค ปชน. เพื่อเดินหน้าสู่รัฐบาลประชาชน

ขณะที่ พรรค ภท. ที่ดูจะมีความพร้อมทั้งตัวบุคคลมีอดีต ส.ส.กลุ่มบ้านใหญ่ เข้าร่วมงานกว่า 70 คน อีกทั้งยังคุมความได้เปรียบในฐานะรัฐบาลรักษาการ รวมทั้งชูแคนดิเดตนายกฯ 2 คน คือ 1.อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. กับ 2.สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยชูแคมเปญและชุดนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส”

ส่วน พรรค พท. นอกจากจะเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ คือ 1.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 2.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง พรรค พท. และ 3.จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. นำสู้ศึกเลือกตั้งตามแคมเปญ “เพื่อไทยทำได้” พร้อมกับชุดนโยบาย 3 เสาหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และนิติรัฐนิติธรรม

สำหรับอีกสองพรรคตัวแปรอย่าง พรรคกล้าธรรม (กธ.) นอกจากจะชู ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. เป็นแคนดิเดตนายกฯเพียงหนึ่งเดียว พร้อมกับแคมเปญ “ทำมากกว่าพูด” ยังมาพร้อมกับอดีต ส.ส.จากพรรคต่างๆ ที่มีคะแนนติดตัวระดับมีลุ้นได้รับเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เปิดแคมเปญ “ทนหายใจ ไทยหายใจ” พร้อมกับชู 3 แคนดิเดตนายกฯ คือ 1.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค 2.กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และ 3.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ร่วมกันเดินหน้าภารกิจยิ่งใหญ่ “พาไทยหายจน”

ขณะที่ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ชูมอตโต “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” พร้อมกับเสนอ 3 แคนดิเดตนายกฯ คือ 1.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค 2.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และ 3.นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นำสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่วน พรรคไทยก้าวใหม่ ชูแคมเปญ “ก้าวใหม่ ให้ไทยสตรอง” ใช้เทคโนโลยีปฏิรูปด้านการศึกษาของประเทศ โดยมี “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” กับ “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” เป็น 2 แคนดิเดตนายกฯ ลงสนามเลือกตั้ง

สำหรับ พรรคประชาชาติ (ปช.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค ชูนโยบายพรรค “ประชาชาติเพื่อสันติภาพและคุณภาพชีวิต 0-10-100” พร้อมกับตั้งเป้าคว้า ส.ส. 15 ที่นั่ง

แต่ที่ต้องติดตาม คือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่งหัวหน้าพรรค แม้ล่าสุดประกาศถอนตัวจากแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร. อันมีเหตุมาจากปัญหาสุขภาพ ซึ่งต้องจับตาว่า พล.อ.ประวิตร จะมีชื่อเป็น ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่หนึ่งของพรรคหรือไม่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า อาจจะจอดป้ายพรรค พปชร.แค่การเลือกตั้งครั้งนี้

ขณะที่การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง แต่ละพรรคเริ่มประกาศจุดยืนทางการเมืองเพื่อแสดงความชัดเจนให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และฐานเสียงของแต่ละพรรค อย่าง พรรค ปชป. ประกาศชัดไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรค กธ. เช่นเดียวกับ พรรค ปชน. ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค กธ. และพรรค ภท. ส่วนพรรค ภท. ได้ประกาศจุดยืนไว้ชัดเจนเช่นกันว่า จะไม่ร่วมงานกับพรรค ปชน. หากยังมีนโยบายที่จะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ส่วนพรรค พท. ประกาศจุดยืนว่าจะไม่ร่วมงานพรรคที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต

ด้วยจุดยืนที่แกนนำแต่ละพรรคประกาศต่อสาธารณชนนั้น ประการหนึ่งเพื่อความชัดเจนต่อการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครที่มีประมาณ 40% ตัดสินใจได้ชัดเจน ก่อนเข้าคูหากาบัตร อีกประการเมื่อแต่ละพรรคประกาศจุดยืนกันล่วงหน้า จะยิ่งเพิ่มความร้อนแรงและเข้มข้นให้กับการเมืองในช่วงปลายปีต่อเนื่องไปจนถึงวันเลือกตั้ง ผ่านเวทีดีเบตที่แต่ละสื่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเปิดพื้นที่ให้แกนนำของทุกพรรคที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้ง และรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้ง 53,052,847 คน จะร่วมกัน “เลือกตั้ง เลือกอนาคตประเทศ” ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569