รุ่งเรือง พิทยศิริ : ใต้ก้าวหน้า ไทยก้าวไกล กับพรรคประชาชาติ

27.12.25 | 19:29 น.

ใต้ก้าวหน้า ไทยก้าวไกล กับพรรคประชาชาติ

วันนี้ผมตั้งใจมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับนโยบายของ พรรคประชาชาติ ที่ผมตัดสินใจเข้ามาช่วยเป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ของพรรคนี้ พรรคการเมืองนี้เป็นพรรคขนาดเล็ก แต่มีการพูดคุยเรื่องนโยบายสองระดับ ระดับแรกเป็นระดับพื้นที่ที่เขามีฐานคะแนนความนิยมอยู่จริง จึงมีนโยบายจำนวนหนึ่งที่ต้องตอบสนองความต้องการของพื้นที่ กับอีกระดับคือระดับใหญ่ ที่ต้องการสนับสนุนให้ประเทศเพื่อให้ประเทศไปรอด สามารถมีงบประมาณมาดูแลพื้นที่ได้จริงๆ ผมอยากออกตัวว่าผมไม่อยากแตะเรื่องการเมืองเลย แต่ผมเห็นว่าสาระของนโยบายมีประโยชน์ที่จะนำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบ จึงขอนำมาเล่าให้ฟัง

จุดมุ่งหมายของนโยบายคือ ต้องการสร้างสันติสุข และความร่มเย็น ให้เกิดกับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ให้จงได้ ซึ่งบนโลกนี้เคยพิสูจน์มาแล้วว่า วิธีการแก้ไขความไม่สงบในพื้นที่ และการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดน ที่ดีที่สุด คือการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และการให้การศึกษาเพื่อพัฒนาคน นโยบายของพรรคประชาชาติ ต้องทำให้คนไทยมุสลิมและไทยพุทธ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน จึงต้องเริ่มต้นมาจากตรงนี้ก่อน ในขณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดน มีมานานแล้ว แต่ทำทีละขยัก ทีละเล็กละน้อย แม้ว่า การดำเนินงานของ ศอ.บต.จะได้ผลเป็นรูปธรรมก็ตาม แต่มันไม่มีกำลังทางเศรษฐกิจเพียงพอ พรรคนี้จึงต้องการสร้างแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจในการลงทุนขนาดใหญ่ มหึมา เมื่อเทียบกับ GDP ของสามจังหวัดชายแดน และสองเขตของสงขลา เพียง 260,000 ล้านบาทเท่านั้น

นอกจากนั้นแล้วนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเน้นไปที่การผลิต มากกว่าการบริโภค ซึ่งเป็นบทสรุปจากการศึกษาความล้มเหลวที่ผ่านๆมาของรัฐบาลในอดีต นโยบายจึงต้องไปเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้ต้นทุนแข่งขันได้ หรือทำให้ผลิตมากขึ้น มากกว่าไปเน้นที่ให้ประชาชนใช้จ่าย แต่จริงๆแล้วไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าก่อนกระตุ้นเลย การเน้นการผลิตของพรรคการเมืองนี้ จึงตั้งเป้าไปที่การสร้างงาน การสร้างรายได้ การสร้างผลผลิตเชิงคุณภาพทั้งทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมาเลเซียได้ประสบผลสำเร็จทางด้านนี้ อย่างเช่นแผนการพัฒนา Super Chips และ Clouding เราต้องเอาแบบอย่างของมาเลเซียมาพัฒนาอย่างน้อยให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเขาก็ยังดี

นโยบายที่ 1: “สร้างการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อพลิกโฉมสามจังหวัดชายแดน”

Advertisement

สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเชิงบูรณาการด้วยมาตรการจูงใจสี่อย่างคือ

 FreeTax + Freeport + DutyFree + BOI

นโยบายผลักดันการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยมุ่งต่อยอดจากรูปแบบการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อทำให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเชิงบูรณาการ อันจะสร้างแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ ให้นักลงทุนทั้งประเทศมุสลิมที่มีศักยภาพ และนักลงทุนนานาชาติ สนใจเข้ามาพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนอันเปี่ยมไปด้วยทรัพยากรที่มีคุณค่าหลายอย่าง โดยการออกมาตรการจูงใจด้านภาษีและอากรอย่างครบวงจร อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษบูรณาการนี้ การยกเว้นอากรนำเข้าและส่งออกในรูปแบบ Freeport การยกเว้นภาษีขายทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีท้องถิ่นหรือภาษีรูปแบบเฉพาะในรูปแบบ Duty Free และผนวกการส่งเสริมการลงทุนตามรูปแบบของ BOI เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจสามจังหวัดชายแดน ให้เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่มีพลังในอนาคต อันจะสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีความน่าสนใจและสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเป็นแหล่งผลิต Super Chips หรือการพัฒนา Data Centre ในลักษณะของพวก Clouding เป็นต้น

ในขณะที่อีกส่วนคือ สามจังหวัดชายแดน มีต้นทุนสูงมากในเรื่องฮาลาล ทั้งเรื่องอาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่มีจังหวัดอื่นที่มีศักยภาพเหนือกว่าสามจังหวัดนี้ได้เด่นชัดมาก เราจึงยังต้องเอาข้อเด่นของสามจังหวัดชายแดน มาเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมฮาลาล ด้วยนโยบายอันถัดไปนี้

นโยบายที่ 2: “จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม”

ที่ผ่านมาเคยมีการผลักดันนโยบายนี้ แต่ไม่เคยสำเร็จเสียทีครับ และเคยจัดตั้งที่อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี แล้วโครงการล้มไม่เป็นท่า เพราะมีปัญหาเรื่องความไม่สงบ และไม่มีนักลงทุนมา แต่เมื่อปัจจุบันนี้ความปลอดภัยต้องยอมรับว่าดีขึ้นมาบ้างแล้ว พรรคประชาชาติจึงมีความมุ่งมั่นให้กลับมาฟื้นโครงการและเร่งรัดจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะผลักดันให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเร่งรัดศึกษา กำหนดที่ตั้ง และดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เสร็จสิ้นอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

จะต้องทำประชาพิจารณ์กับกลุ่มนักลงทุนว่า โครงการนี้ ควรเกิดขึ้นที่ภาคใต้ตอนบน หรือตอนล่าง ด้วยมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดน คือเยาวชน และชาวบ้านตกงานจำนวนมาก อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการกระตุ้นการใช้จ่าย เป็นรองการผลิต และการสร้างงานอย่างมาก ดังนั้นนโยบายที่ดี นอกเหนือจากเรื่องการผลิตแล้ว จึงต้องมาสร้างงาน และวิธีการตอบสนองชาวบ้านได้ไม่ยาก คือการสร้างเงินทุนหมุนเวียนให้เขาควบคุมกันเอง และนำมาสร้างงานในชุมชนเหมือน กองทุนหมู่บ้านในอดีต ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงเป็นที่มาของนโยบายต่อไปนี้

นโยบายที่ 3: “กองทุนหมู่บ้านสันติสุข”

พรรคประชาชาติ มีนโยบายจัดตั้ง “กองทุนหมู่บ้านสันติสุข” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดกองทุนหมู่บ้านในอดีต แต่ปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระดับฐานราก ให้ชุมชนมีแหล่งเงินทุนหมุนเวียนของตนเอง ลดปัญหาการขาดแคลนเงินทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ อันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม กองทุนนี้ยังส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของชุมชน โดยเปิดโอกาสให้หมู่บ้านบริหารจัดการกองทุนด้วยตนเอง เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพ โดยเฉพาะการเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในการพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างงาน และดำเนินกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ช่วยป้องกันปัญหาสมองไหล ลดแรงจูงใจในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และลดปัจจัยเสี่ยงด้านความรุนแรง

ผมเชื่อว่า ถ้าสามนโยบายข้างต้น ทำได้จริง จะผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และจะแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้มาก ด้วยการเอานโยบายเศรษฐกิจนำ ส่วนในเรื่องภาพใหญ่ อยากที่ผมได้เกริ่นไปแล้วว่า นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจแล้ว การศึกษามีส่วนช่วยอย่างมาก ที่ทำให้ปัญหาความไม่สงบลดลง และหมดไป เพราะการศึกษาจะช่วยขัดเกลาจิตใจคนให้มีความเข้าใจในความเป็นไปของสังคมมากขึ้น สร้างโอกาสในการสร้างรายได้ และเราก็พบว่า คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องเสียโอกาสเข้าไปอยู่ในเรือนจำมากถึง สามแสนกว่าคน

หากพรรคการเมืองต้องการให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี และความเท่าเทียมกันในสังคมมากที่สุด เราต้องลดความเหลือมล้ำทางการศึกษา และเราก็พบว่า หนี้การศึกษา เป็นกลุ่มหนี้ก้อนใหญ่มากในหนี้ครัวเรือน ขนาดแค่ กยศ ยังมีหนี้คงค้างถึงประมาณ สี่แสนกว่าล้านบาท และเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมาผลักดันให้มีการลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับลงเหลือต่ำเพียงร้อยละ 0.5 หนี้คงค้างของ กยศ ก็ลดลงเหลือเพียง สองแสนกว่าล้านบาท หากเรามีนโยบายแก้ไขหนี้ เพื่อสร้างโอกาสใดๆให้กับคนในสังคม เราก็ควรมุ่งเป้าในเรื่องหนี้ กยศ เป็นประการแรก โดยการผนวกนโยบายออกมา ให้คนที่อยากได้รับโอกาสตัดหนี้กยศ ลงต้องเข้ามาร่วมโครงการพัฒนาชาติ กับรัฐบาล เป็นแนวความคิดที่ดีมากที่ออกมาแบบนี้ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

นโยบายที่ 4:  “กยศ. ปลดหนี้ ช่วยชาติ”

พรรคประชาชาติมีนโยบายพักชำระหนี้ลูกหนี้ กยศ. ทั้งหมด ด้วยระยะเวลาปลอดภาระ 10 ปี ทุกสถานะบัญชีลูกหนี้และมีแนวทางปรับโครงสร้างลูกหนี้ กยศ. ที่มีปัญหาเพื่อช่วยสร้างอนาคตใหม่ให้กับเยาวชนไทย ซึ่งปัจจุบันนี้มีลูกหนี้มีปัญหาทั้งหมด 2.4 ล้านบัญชี ยอดหนี้มีปัญหาคงค้างทั้งหมดประมาณ 110,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 จากหนี้คงค้างทั้งหมดในระบบ พรรคประชาชาติจะเสนอปรับโครงสร้างลูกหนี้มีปัญหา ด้วยวิสัยทัศน์สร้างคุณธรรมในการชำระหนี้ ไม่ให้กระทบกับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ปกติ แต่ให้โอกาสกับลูกหนี้ที่ประสบปัญหา โดยเสนอให้ลูกหนี้ที่ค้างชำระ ผู้ที่สมัครใจและผ่านการคัดเลือกเข้าปฏิบัติงานเป็นบุคลากรภาครัฐใน 3 ภารกิจเร่งด่วน:

* กลุ่มส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม: ดูแลอากาศสะอาดและการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5
* กลุ่มสาธารณสุขชุมชน: เสริมกำลังสุขอนามัยและดูแลสุขภาพประชาชน
* กลุ่มสาธารณประโยชน์: งานพัฒนาท้องถิ่น งานจัดการฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐ งานส่งเสริมป้องกันยาเสพติด

นโยบายทั้งสี่อันข้างต้น จริงๆแล้วล้วนเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น แต่เป็นการควบผลประโยชน์ทางสังคมเข้าไปในตัว นอกจากนั้นแล้วนโยบายต่อไปนี้ จะเป็นตัวอย่างหนึ่งๆของนโยบายที่ตอบสนองปัญหาของชาวมุสลิมและคนในพื้นที่ เช่น

นโยบายที่ 5: “ลดค่าใช้จ่ายการประกอบพิธีฮัจญ์ให้เป็นธรรมและเหมาะสม”

พรรคประชาชาติมีนโยบายลดภาระค่าจ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าบริการนำแสวงบุญ โดยจะพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำหนดเพดานราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้เป็นการควบคุมดูแลและการรักษาการตามกฎหมายเป็นไปในลักษณะการรวมศูนย์

นโยบายที่ 6: “แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพื้นที่ป่าทับซ้อนอย่างเป็นธรรม”

แก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าที่ทับซ้อนกับชุมชนโดยยึดหลักการตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 72 ซึ่งกำหนดให้รัฐมีหน้าที่กระจายการถือครองที่ดินอย่างทั่วถึง เป็นธรรม ผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินที่โปร่งใส

พร้อมกันนี้จะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขความอยุติธรรมด้านคดีที่ดินทำกินภายใน 100 วันนับแต่การจัดตั้งรัฐบาล โดยให้มีการพักและทบทวนคดีของประชาชนผู้ยากไร้ ชุมชนชาติพันธุ์ กลุ่มที่ได้รับการรับรองตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า

นโยบายที่ 7:  “พัฒนาตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนอย่างยั่งยืน”

พรรคประชาชาติมีนโยบายในการยกระดับการศึกษาตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อรับรองสถานะและจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมให้แก่สถานศึกษาศาสนาควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรศาสนาและหลักสูตรสามัญในลักษณะคู่ขนาน ส่งเสริมการเทียบโอนผลการเรียนรู้เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการศึกษา โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน และความเคารพต่ออัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่

จริงๆ ผมกำลังมีแนวคิดที่จะเสริมนโยบายเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาประชากรลดลงในประเทศไทย เพราะขณะนี้ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วเกินไป ด้วยการประสบกับปัญหาประชากรลดลง แทนที่ประชากรจะเพิ่มขึ้น มีวัยทำงานเป็นสัดส่วนใหญ่สุดของประเทศ กลับเป็นสัดส่วนที่เริ่มลดลงจากร้อยละ 70 เหลือปัจจุบันประมาณ 60 และมีจำนวนประชากรลดลงปีล่าสุดประมาณ 100,000 คน โดยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ห้าแล้ว

ผมจึงกำลังคิดว่า เราควรตั้งเป้าให้มีประชากรเพิ่มขึ้น อย่างน้อย ปีละ 50,000 คน หากรัฐมีงบประมาณอุดหนุนพ่อแม่เด็กที่เกิดใหม่ ปีละอย่างน้อยคนละ 20,000 ต่อคนต่อปี ใช้งบประมาณเพียงปีละ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น

เป็นนโยบายที่กำลังจะสังเคราะห์อยู่ว่า ควรสนับสนุนเป็นลักษณะค่าใช้จ่ายในการให้นมบุตรและการเลี้ยงดู อย่างไร มิเช่นนั้นแล้วนอกเหนือจากประเทศไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพแล้ว ยังมีประชากรวัยทำงานที่ลดลงทุกปี นอกจากนั้นแล้วแรงงานยังต้องอาศัยจากประเทศเพื่อนบ้านอีก อนาคตของประเทศมองไม่ออกเลยว่าจะดีได้อย่างไร