มาร์ค มองเลือกตั้งรอบนี้ ชี้ชะตาประเทศ ยันชัดถ้าผลเหมือนเดิม การเมืองไม่เปลี่ยน-ศก.ติดหล่มยาว

30.12.25 | 17:11 น.

“อภิสิทธิ์”เตือนแรง! เลือกตั้งปี 69 ชี้ชะตาประเทศ ไม่ใช่แค่ชิงอำนาจ ระบุเศรษฐกิจไทยติดหล่มยาว ถ้าการเมืองไม่เปลี่ยน คาดคนใต้เกินครึ่งกลับมาหนุนปชป.

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงภาพรวมการเมืองในปี 2569 ว่า ประเทศไทยเริ่มต้นปีใหม่ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากมีหลายพรรคเข้ามามีบทบาท ทั้งพรรคที่ตั้งใจเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพรรคที่อาจเข้ามาเป็นตัวแปรทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความเข้มข้นเป็นพิเศษ แต่ก็จะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศ ว่าประชาชนต้องการให้การเมืองเป็นจุดเปลี่ยนหรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึงบรรยากาศการเมืองตลอดหลายปี ความรู้สึกเชิงลบต่อพรรคและนักการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจ และเมื่อสะสมยาวนาน ทำให้ประชาชนเริ่มตระหนักว่าทำไมประเทศไทยจึงพัฒนาได้ช้ากว่าหลายประเทศ

“หากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วเป็นแบบเดิมๆ เราก็จะอยู่ในสภาพการเมืองและเศรษฐกิจแบบที่เป็นอยู่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ถ้ามันเปลี่ยนแปลงได้ ก็จะเป็นโอกาสให้ประเทศเราเปลี่ยนแปลง และเดินต่อไปได้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าขณะนี้พรรคต่างๆ วนอยู่กับพฤติกรรมเดิมๆ ยังกวาดต้อนส.ส.เข้าสังกัด คิดว่าการเมืองจะเป็นเหมือนเดิมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามว่า บทบาทของทุนทางการเมืองที่เข้ามาอย่างมหาศาล เข้ามาได้อย่างไร มีที่มาแบบใด และอยู่ภายใต้สีทางการเมืองแบบไหน หากปล่อยให้เงินเข้ามาซื้อทุกอย่างในประเทศ รวมถึงการซื้ออำนาจ และการหลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้กฎหมาย จะส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองและประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ ตนไม่ได้บอกว่าห้ามประชาชนรับเงิน หากมีใครเอามาให้ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเลือกทำไม ที่ผ่านมาหลายคนที่ได้รับโครงการประชานิยม อาทิ คนละครึ่ง เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะได้และพึงพอใจ แต่ไม่เหมือนกับการอยู่ดีๆ มีคนมาขอซื้อ สิ่งที่เป็นอำนาจของเราในการกำหนดอนาคตประเทศ ตรงนี้ไม่เหมือนกัน

Advertisement

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยืนยันชัดเจนตั้งแต่วันที่กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งแล้วว่า สิ่งสำคัญคือต้องการให้เห็นว่าประเทศยังมีทางเลือกอยู่ หากครั้งนี้ยังไม่เกิดจุดเปลี่ยน ก็หวังว่าเราจะสามารถจุดประกายให้เห็นว่าประเทศยังมีทางเลือก ที่ไม่ใช่แค่การเมืองที่ทำข้อตกลงกัน

เมื่อถามว่า ตั้งเป้าหรือไม่ว่าจะได้ที่นั่ง ส.ส.เท่าไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนพูดได้อย่างเดียวคือ ต้องทำให้สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มมากกว่าเดิมหลายเท่า หากเป็นไปตามผลโพลต่างๆที่ผ่านมา ดูเหมือนเราจะมาถูกทางอยู่ แต่ยังต้องทำงานหนัก เพื่อรักษาคะแนนของเดิมและต้องขยายเพิ่มขึ้นด้วย โดยในอดีต เราเคยได้ 11 ล้านเสียง คงยากที่จะกลับไปแบบนั้นในเวลานี้ ซึ่งเลือกตั้งครั้งล่าสุดเราได้เพียง 900,00 คะแนน

เมื่อถามว่าในสนามภาคใต้คาดหวังได้คะแนนเสียงหลายล้านเสียงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่กล้าเจาะจงขนาดนั้น แต่จากที่ตนลงพื้นที่ภาคใต้หลายครั้ง ได้รับการตอบรับที่ดีมาก และมีคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ กว่า 50-60 เปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนจะเริ่มกลับมาและพูดชัดว่าจะกลับมาให้การสนับสนุนอีกครั้ง

ส่วนสนามกทม. ตนดีใจที่มีผู้สมัครรุ่นใหม่ เป็นคนเก่งอาสาเข้ามา อาจมีข้อเสียเปรียบ คือไม่มีประสบการณ์การเมือง แต่อย่างน้อยก็มีความชัดเจน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคนกทม. เราจะพยายามเต็มที่ที่จะดึงฐานเสียงเดิมกลับมา รวมถึงพื้นที่ภาคใต้ด้วย แม้จะได้รับเสียงตอบรับดี แต่หากประชาชนมีความคิดเลือกใช้เกณฑ์ในการเลือกบัญชีรายชื่อและสส.คนละแบบ ก็อาจยังเหนื่อยอยู่ แต่จะทำให้เห็นว่าที่สุดแล้วไปแยกแบบนั้นไม่ได้

“จะมองว่าเลือกปาร์ตี้ลิสต์เป็นการเลือกรัฐบาล ส่วนส.ส.เขตเป็นการเลือกนายกฯนั้นไม่ได้ ตรงกันข้ามใครจะได้เป็นรัฐบาลหรือนายกฯ อยู่ที่สส.เขตว่าโดยรวมได้เท่าไหร่ เพราะมีมากกว่าสส.ปาร์ตี้ลิสต์ 4 เท่า หากทำให้ประชาชนเข้าใจแบบนี้ได้ ผมคิดว่าคะแนนเสียงที่เราได้รับจากคะแนนพรรคจะช่วยการเลือกตั้งเขตได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว และ ยืนยันว่าประชาธิปัตย์ต้องการตอบโจทย์ให้คนทุกภาค แม้ที่ผ่านมาพื้นที่อีสานเราไม่ได้เข้มแข็งนัก เท่าที่ผมประเมินทั้งหมดแล้ว เราน่าจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่า เพราะเชื่อว่าครั้งนี้การแข่งขันแบบเขตจะมีความรุนแรงอย่างมาก