‘การดี’ ควง ‘สกลธี’ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส.เขต 19 เชื่อ ‘ฟ้าต้องฟื้น’ หลัง ‘อภิสิทธิ์’ คัมแบ๊ก มอง ฐานเสียง ปชน. คือ ปชป.แน่ โว รอบนี้ 10 เก้าอี้บวกลบ ชี้ ปล่อยประเทศทำการเมืองแบบเก่าไม่ได้ หลัง ‘นิพิฏฐ์’ ปูดพ่อค้าซื้องูเห่า 20 ล้าน โหวต อ. เป็นนายกฯ
เมื่อวันที่ 3 มกราคม นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลด้านนโยบายพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่มัสยิดอั้ลยุซรอ (คำอ่าน : อั้ล-ยุส-ซรอ) (หลอแหล) ช่วยผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล หาเสียง
โดยทันทีที่เดินทางมาถึงได้พบปะกับบรรดาแม่ค้าที่ตั้งร้านบริเวณโดยรอบงานประจำปีมัสยิด ซึ่งมีแม่ค้าได้กล่าวทักทายกับนางการดีและนายสกลธี และฝากว่า “บางเราไม่มีเทาอยู่แล้ว” รวมไปถึงมีแม่ค้าซึ่งเป็นแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้กำลังใจว่า “กทม.ฟ้าต้องฟื้น” ทำให้นายสกลธีถึงกับยกมือไหว้ พร้อมกับอุทานว่า โอ้ ฟ้าต้องฟื้น ขอบคุณมากๆ ครับ พร้อมหันมาบอกนางการดี ก่อนกล่าวย้ำว่า ฟ้าจะฟื้นได้ก็ต้องมือพวกเรานี่แหละ”

โดยนายสกลธีกล่าวถึงบรรยากาศการลงพื้นที่ว่า โดยรวมประชาชนตอบรับดีมาก หลายคนบอกว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นก็บอกว่าจะกลับมาช่วยหัวหน้าอีกครั้ง พร้อมระบุว่าทั้งตนและนางการดี รู้สึกชื่นใจ
เมื่อถามว่าประชาชนให้กำลังใจโดยระบุว่า “กทม.ฟ้าต้องฟื้น” ทำให้นายสกลธีถึงกับยิ้มและกล่าวต่อว่า สโลแกนของเราฟ้าไม่เทา ฟ้าใหม่ ซึ่งวันนี้หลายคนบอกว่า วันนี้ฟ้าต้องฟื้นแล้ว ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับทั้งตนและผู้สมัคร

เมื่อถามต่อว่า หลายคนวิเคราะห์กันว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยนายสกลธี และพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ซึ่งล้วนมาจากฐานเสียงเดียวกัน จะเป็นการตัดคะแนนกันเองหรือไม่ นายสกลธีกล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เดิมอาจจะอยู่พรรคเดียวกันมาก่อน และเคยดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเดียวกัน แต่วันนี้จุดยืนแตกต่างกัน ตนเลือกที่จะกลับบ้านมาช่วยทางนี้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ประชาชนจะดูชุดนโยบายของทุกพรรค แต่ประชาธิปัตย์เราขายเสมอว่าคนทำเป็น เชื่อว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่แพ้พรรคไหน และนโยบายของ กทม.ที่มุ่งเน้น คือแก้จน โดยมองไปที่ปัญหาเรื่องขยะ การจราจร และอากาศถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่เพราะสนาม กทม.ที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง นายสกลธีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยบอกไว้แล้วว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปราบเซียน ไม่มีใครเป็นเจ้าของคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งพรรคเองก็ขายเรื่องการเมืองสุจริต เป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย และพรรคพยายามจะเสนอนโยบายทุกอย่างให้เป็นไปตามจริงทั้งหมด เพื่อไม่เป็นภาระงบประมาณและทำให้ยั่งยืน แม้ว่าจะไม่หวือหวา เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก แต่ยืนยันว่านโยบายทำได้จริงและยั่งยืน
ส่วนที่มีการมองว่าอาจจะมีการแข่งขันกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนนั้น นายสกลธีกล่าวว่า แข่งกับทุกพรรค แต่ด้วยประสบการณ์ที่ทำการเมืองกรุงเทพฯมาเกือบ 20 ปี พื้นฐานคะแนนของพรรคประชาชนมาจากอดีตคนที่เคยรักพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นในวันที่นายอภิสิทธิ์กลับมา และเรามีทีมบริหารใหม่ อย่างน้อยคนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วไปเลือกพรรคประชาชน 2 ครั้งที่ผ่านมา จะต้องหันกลับมามอง แต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงโค้งสุดท้ายในอีก 30 กว่าวันข้างหน้า จะทำให้ประชาชนมั่นใจและหันกลับมาเลือกเราได้อย่างไร

ส่วนยืนยันหรือไม่ว่าฟ้าจะต้องฟื้นในพื้นที่ของกรุงเทพฯ นายสกลธีกล่าวว่า จากผลโพลที่ผ่านมา ส่วนตัวมั่นใจว่าดีขึ้น จากการลงพื้นที่และรับฟังเสียงตอบรับดีขึ้นหลายเท่า
เมื่อถามถึงการตั้งเป้าพื้นที่ของกรุงเทพฯเท่าไหร่ นายสกลธีกล่าวว่า จากการประเมินผลโพลคาดการณ์ว่า น่าจะอยู่ที่ 10 บวกลบ แต่ขึ้นอยู่ว่าอีก 30 กว่าวันนี้ เสียงของประชาชนจะเป็นเช่นไร เพราะ กทม.จะตัดสินกันอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย
เมื่อถามถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า พ่อค้างูเห่าให้ค่ายกมือ 20 ล้านบาท หากชนะเลือกตั้ง ให้เลือก อ.เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากไม่ร่วมรัฐบาล ก็ขอให้แหกมติพรรค นายสกลธีกล่าวว่า หากปล่อยให้การเมืองแบบนั้นยังอยู่ โดยเฉพาะ 10 ปีหลังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตนมองว่าประเทศไปต่อไม่ได้แน่ๆ จะเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำไปซ้ำมา พอได้อำนาจรัฐ ได้ทุนจากไหนก็ไม่รู้ ซื้อ ส.ส.ให้โหวต มันก็จะกลับวนไปวนมา เอาเงินนอกระบบเข้ามา การเมืองไม่มีทางดีแน่นอน
จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังตลาดคุ้มเกล้า เพื่อช่วยผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ หาเสียง




