วิโรจน์ ไม่หวั่นบ้านใหญ่ ลุยหาเสียงพิจิตร ตอบปม เจ้ากรมข่าว ทุกคนมีสิทธิวิจารณ์ มองต้องปฏิรูปศาลทหาร
วันที่ 4 มกราคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคประชาชน นำผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดพิจิตร ทั้ง 3 เขต ประกอบไปด้วยเขตเลือกตั้งที่ 1 นายไกรรินทร์ ทั่งทอง เบอร์ 2, เขตเลือกตั้งที่ 2 นายชัยณรงค์ คล้ายเนียม เบอร์ 6 และเขตเลือกตั้งที่ 3 นายภัทรกัป ด่านรุ่งโรจน์ เบอร์ 7 เดินออกหาเสียงพบปะกับประชาชน พ่อค้าแม่ค้า บริเวณภายในตลาดสดร่วมเจริญ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยการหาเสียงดังกล่าวนายวิโรจน์ได้นำนโยบายปราบสแกมเมอร์ และนโยบายปรับเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น หากเลือกพรรคประชาชนเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

นายวิโรจน์ได้เปิดเผยกรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบก ออกมาด้อยค่าพรรคประชาชนนั้น ว่าตนเองได้ออกมาโพสต์ชี้แจงเมื่อคืนแล้วว่า ไม่อยากกล่าวหาท่าน ทุกคนมีสิทธิที่จะวิจารณ์ ทุกคนต้องมีการแยกแยะ เพราะมีทหารที่ทั้งดีและไม่ดี เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ทหารที่ไม่ดี ทำให้ทหารที่ดีพลอยเดือดร้อนไปด้วย โดยมีกลไกของกระบวนการยุติธรรม หรือศาลทหาร ที่เป็นปัจจัยของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่อง GT 200 หรือการใช้อาวุธที่ซื้อจากภาษีประชาชน มาฆ่าประชาชน ซึ่งต้องแก้ปัญหานี้ด้วยการปฏิรูปศาลทหาร ให้คดีทุจริตในกองทัพมาพิจารณาในศาลคดีอาญาและทุจริตมิชอบ ส่วนทหารที่ทำร้ายประชาชนก็นำมาพิจารณาในศาลยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนไว้เนื้อเชื่อใจว่าเขาได้รับความเป็นธรรม

ส่วนการลงหาเสียงที่จังหวัดพิจิตร จะมีบ้านใหญ่บ้านโตเจ้าของพื้นที่เดิม (พรรคภูมิใจไทย) อยู่แล้วนั้น ถ้าจะให้บอกว่าหนักใจนั้น ตนเองก็หนักใจทุกๆ ที่ แต่ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลเดิม จนมาถึงพรรคประชาชน ก็ฝ่าด่านบ้านใหญ่ๆ มาทั่วประเทศแล้ว จนได้ ส.ส.มามากถึง 150 คน เราก็ชนะบ้านใหญ่มาทั้งนั้น ผมว่าไม่มีอะไรใหญ่กว่าประชาชน ส่วนกรณีจะสามารถเจาะฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย พรรคโน้นพรรคนี้นั้นผมคิดว่าลำบากใจ ผมคิดว่าแข่งเอาชนะใจประชาชนดีกว่าในเรื่องนโยบาย
ซึ่งธงสำคัญของพรรคประชาชนต้องการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้นสามารถเข้าไปอาสาดูแลกระทรวง ผลักดันนโยบายที่ให้คำมั่นกับประชาชนได้ แต่ในระบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาจำเป็นต้องมีการเลือกเพื่อนที่ไม่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนนโยบายที่มีทิศทางนโยบายที่ตรงกัน เช่น นโยบายปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์ ต้องเลือกพรรคไหนที่ไม่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนในนโยบายนี้ เพื่อผมคิดว่าพรรคประชาชนนำแข่งกับนโยบายซึ่งจังหวัดพิจิตรที่ผ่านมาประชาชนก็เลือกพรรคตนเองมากทุกๆ เขตอยู่แล้วมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนจะได้รับการสนับสนุนจากชาวพิจิตรเนื่องจากผลคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา


