รมว.ยุติธรรม กำชับดูแลเงินเทา ไม่ให้ผู้สมัครสส. เข้าไปยุ่งเกี่ยว ยันตรวจสอบนักการเมือง-พรรค เท่าเทียม
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ม.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ ผบช.สอท. พล.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อมอบนโยบายและกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในการเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้กระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติงานร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ ใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า
พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการประชุม และติดตามผลปฏิบัติการต่างๆทั้งคดีทั่วไป และคดีที่เป็นเป้าหมายสำคัญรวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคน ซึ่งในช่วงที่ใกล้การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยมากที่สุด คือเรื่องของสแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ที่สร้างปัญหาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก รวมถึงในวันนี้ได้มีการพูดคุยและให้นักนโยบายพิเศษ เนื่องจากช่วงนี้ใกล้การเลือกตั้ง จึงมีการกำชับให้ดูแลในเรื่องของเงินเทา และให้ทางตำรวจไซเบอร์ติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผู้สมัคร สส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงินเทา
เนื่องจากผู้สมัครสส.ทุกท่านนั้น หากได้รับการเลือกจากประชาชน ก็จะต้องเข้ามาบริหารประเทศ และได้มีการกำชับไปยังตำรวจไซเบอร์ในทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีลักษณะที่มีสส.ไปเกี่ยวเว็บพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ หรือเงินเทา ให้นำเรื่องดังกล่าว นำเรียนไปยังผู้บังคับบัญชา ซึ่งหลังจากนำเรียนมายังผู้บังคับบัญชาแล้ว ก็จะมีการดำเนินการตามกฏหมาย
ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีนักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจะตรวจสอบนักการเมืองทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม พร้อมประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดของ สส.พรรคการเมืองไหนสามารถแจ้งมายังตำรวจไซเบอร์ได้โดยตรง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งแรกของรัฐบาลชุดนี้ ที่มีการแต่งตั้งอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีตนเป็นประธาน ซึ่งที่ผ่านมาทางนายกรัฐมนตรีมีนโยบายว่าให้ตน และผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ร่วมมือกันในการปราบปรามนี้โดยเคร่งครัด ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ส่วนสถานการณ์สู้รบระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งทางกองทัพได้มีปฏิบัติการทำลายฐานที่ตั้งทหารที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์หลายจุดผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ว่ามีการทำลายไปแล้วกี่แห่ง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของตัวเลขยังไม่ได้รับมาอยู่ในมือของตัวเอง เส้นทางตำรวจไซเบอร์ได้จัดเวรไปอยู่ที่หน้าชายแดนเพื่อคอยตรวจสอบบุคคลที่เดินทางกลับเข้ามา เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรืออยู่ในขบวนการแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายฐานสแกมเมอร์หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า บางส่วนกลับมาที่ประเทศไทย บางส่วนก็ย้ายฐานเข้าไปอีกจุดหนึ่ง ซึ่งย้ายออกไปจากเมืองปอยเปตไปแล้ว แต่ในส่วนนี้เราขอนำเรียนเบื้องต้นเท่านี้ก่อน ซึ่งทราบแล้วว่าย้ายไปไหน แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด และทราบมาว่าเขาจะเน้นหลอกเฉพาะคนไทย และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ การประชาสัมพันธ์ ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ก็มีการประชาสัมพันธ์มาตลอด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจากการทำลายฐานที่ตั้ง มีผลทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงหรือไม่ ระบุว่าจากที่ดูแนวโน้ม การหลอกลวงยังคงมีอยู่ และสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายนั้นลดลง ซึ่งในส่วนนี้เราคงต้องดูตัวเลขอย่างเมื่อสักครู่ที่ทางผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์นำเสนอ พบว่ากรณีหลอกลงทุนเป็นเหตุที่เกิดขึ้นในอันดับที่ 5-6 แต่มูลค่าความเสียหายนั้นสูงเป็นอันดับที่หนึ่ง
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงประเด็นคุกวีไอพี พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ได้ส่งข้อมูลคดีคุกวีไอพีไปที่ ป.ป.ช.แล้ว ตามกรอบระยะเวลา และตัวเองให้ฝ่ายบุคคลประมูลเรื่องขึ้นมา ซึ่งเมื่อวานมีการเสนอเรื่องขึ้นมาแต่ได้ให้ไปแก้ไขว่าบางคนมองว่าเป็น บัตรสนเทห์ ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะว่ามีคนร้องเรียนเข้ามาเราจะต้องตรวจสอบว่ามีเบาะแสอย่างไร และต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งเขาร้องเรียนมาหลายเรื่องประกอบกับที่เคยไปร้องยังนายกรัฐมนตรี

