หมอเตือน! นโยบายคำนำหน้านามอิสระ อาจเสี่ยงผิดพลาดทางการแพทย์ ชี้อันตรายถึงชีวิต

6.01.26 | 13:26 น.

หมอเตือน! นโยบายคำนำหน้านามอิสระ อาจเสี่ยงผิดพลาดทางการแพทย์ ชี้รายงานต่างประเทศพบเคสจริงสูญเสียชีวิตจากความไม่ตรงกันของข้อมูลเพศ

วันที่ 6 มกราคม นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ กล่าวถึง มุมมองที่น่าสนใจต่อประเด็นที่สังคมไทยกำลังถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองบางพรรค ที่ให้ประชาชนเลือกคำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ทางเพศ โดยไม่ยึดติดเพศกำเนิด ว่า จากข้อมูลทางการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าและเครื่องหมายเพศในเอกสารราชการหรือบันทึกสุขภาพอาจนำไปสู่ความสับสน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่แพทย์ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วจากข้อมูลที่มี

“โรคบางอย่างสัมพันธ์โดยตรงกับเพศกำเนิด เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่แตก หรือมะเร็งบางชนิด หากข้อมูลเพศในระบบไม่ตรงกับชีววิทยาจริง แพทย์อาจไม่คิดถึงการตรวจหรือรักษาที่จำเป็น ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและอันตรายถึงชีวิต” นพ.ฆนัท กล่าว พร้อมเสริมว่าประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบสาธารณสุขทั้งหมด โดยเฉพาะในบริบทที่บางพรรคการเมืองนำนโยบายนี้มาใช้เพื่อหวังผลประโยชน์กับกลุ่มเฉพาะ ซึ่งจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียในระยะยาวให้รอบคอบ

นายแพทย์ฆนัท อ้างอิงรายงานจากต่างประเทศที่เกิดเหตุการณ์จริงเพื่อเป็นอุทาหรณ์ แสดงให้เห็นความเสี่ยงจากการไม่ตรงกันของข้อมูลเพศในบันทึกทางการแพทย์ เช่น

• เคสชายข้ามเพศที่ตั้งครรภ์ในสหรัฐอเมริกา ปี 2019: ผู้ป่วยอายุ 32 ปี เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องรุนแรงและมีน้ำเดิน แต่บันทึกทางการแพทย์ระบุเพศชาย ทำให้พยาบาลและแพทย์ไม่คิดถึงภาวะฉุกเฉินทางนรีเวช วินิจฉัยช้า ส่งผลให้ทารกในครรภ์คลอดก่อนกำหนดและเสียชีวิต หากข้อมูลเพศตรงกับความเป็นจริงหรือได้รับการตรวจอย่างทันท่วงที อาจช่วยชีวิตทารกได้

Advertisement

• รายงานเคสอื่นๆ ที่คล้ายกันจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่าความไม่ตรงกันของ gender marker ในเอกสารสุขภาพ นำไปสู่การวินิจฉัยผิดพลาด ล่าช้าในการรักษา และในบางเคสสูญเสียชีวิต โดยเฉพาะในห้องฉุกเฉินที่เวลามีค่าที่สุด

“ข้อมูลเหล่านี้จากต่างประเทศที่ดำเนินนโยบายคล้ายกันมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเอกสารเพศต้องทำอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงระบบสาธารณสุขควบคู่ไปด้วย เช่น การระบุเพศกำเนิดแยกต่างหากในบันทึกทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความผิดพลาด ขณะเดียวกันก็เคารพอัตลักษณ์ทางเพศในชีวิตประจำวัน” นพ.ฆนัท กล่าว

นายแพทย์ฆนัท เน้นย้ำว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การผลักดันนโยบายต้องพิจารณาภาพรวมของประเทศ บริบทสังคม และผลกระทบที่อาจตามมาในระยะยาว เพื่อให้เกิดความสงบสุขและประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย โดยไม่เร่งร้อนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือเอาใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว