แคนดิเดตนายกฯปชน. ร่ายยิบ Reform-driven Growth คือทางเดียว ไม่ให้เวียดนามแซงไทย ยันกล้าปรับโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ ลดจำนวนกระทรวง จังหวัด ควบรวมหน่วยงาน แนะผู้กำหนดนโยบายกล้ายอมรับความจริง มองไทยก็ทำได้ เพียงติดหล่มวิธีการใช้เงิน วิธีการใช้รัฐ และแรงจูงใจคนในสังคม
เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง [ มาแก้ปากท้องด้วย Reform-driven Growth กันสักตั้ง ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
1.ทำไมประเทศไทยแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้เสียที
จากนโยบายกว่า 200 ข้อที่พรรคประชาชนเปิดช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา https://election69.peoplesparty.or.th/policy/ ถ้าต้องสรุปเป็นคำสั้นๆ คำเดียว ผมจะเรียกทั้งหมดนี้ว่า Reform-driven Growth
ใช่ครับ ถ้าแปลเป็นไทยมันจะธรรมดามาก จะโตด้วยการ “ปฏิรูป” เหรอ โถ ไม่เห็นตื่นเต้นเลย ไม่ว้าวเลย ใครจะสนใจ แล้วจะแก้ปากท้องได้ยังไง
ในด้านหนึ่ง คำอุทานแบบนี้เกิดอัตโนมัติเพราะคำว่า “ปฏิรูป” ถูกการเมืองไทยปู้ยี่ปู้ยำมาตลอด 20 ปีหลังรัฐบาลจากทุกสีพากันตั้งคณะกรรมการปฏิรูปชุดแล้วชุดเล่า ผลิตรายงานหลายหมื่นหน้าที่ไม่ส่งผลลัพธ์รูปธรรมต่อชีวิตประชาชน แถมยังมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกันไปมา จนปฏิรูปกลายเป็น “คำตาย” ที่ไม่มีพลังในการสื่อสารนโยบายไปแล้ว
แต่อีกด้านหนึ่ง ประโยคอุทานที่ว่า “ไม่เห็นตื่นเต้นเลย ไม่ว้าวเลย” ก็ชวนให้ตั้งคำถามต่อได้ว่า แล้วสังคมไทยคิดว่าการแก้ปัญหาปากท้องคืออะไรกัน หรือเพราะเราเคยชินกับความหวือหวาจากนโยบายหาเสียงมากกว่าจะมองหาแก่นสาร หรือเพราะเราจินตนาการไม่ออกว่า นอกจากแจกเงินกับประกาศทำโครงการใหญ่ๆ เบิ้มๆ แล้ว โลกภายนอกเค้าแก้ปัญหาปากท้องกันได้ยังไง
2.เวียดนามกำลังจะแซงไทยด้วยการ “ปฏิรูปรัฐ”
แทบทุกวันตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินแต่ข่าวการเติบโตของเวียดนาม เวียดนามจะแซงไทย
แต่ทราบไหมครับ หากต้องสรุปยุทธศาสตร์ที่ทำให้เวียดนามโตระดับ 5-8% ต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ กลับอยู่ในคำธรรมดาๆ น่าเบื่อๆ ว่า Reform-driven Growth นี่แหละ
ตอนต้นทศวรรษ 2530 เวียดนามผงกหัวออกจากการเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก ก็ด้วยการ “ปฏิรูปแรงจูงใจ” เปลี่ยนระบบนารวมมาให้ครัวเรือนและปัจเจกมีส่วนเป็นเจ้าของนา มีการแข่งขันด้านราคา เมื่อรวมกับการผนวกเข้าซัพพลายเชนโลกผ่าน WTO และ FTA ผลิตภาพทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมจึงก้าวกระโดด แต่ผลข้างเคียงที่ตามมากับการเติบโตช่วงแรกก็คือ ระบบราชการที่ขยายตัวจนเทอะทะ
Doi Moi 2.0 ระลอกล่าสุดจึงมีหัวใจอยู่ที่การ “ปฏิรูปรัฐ” หรือ state reform
ใช่ครับ เรื่องธรรมดาๆ น่าเบื่อๆ อีกแล้ว
เวียดนามปรับโครงสร้างกระทรวงจาก 22 ให้เหลือ 17 ควบรวมหน่วยงานที่ทำหน้าที่ซ้ำซ้อน ลดจำนวนจังหวัด ปรับระบบเขต
แน่นอนว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังมีจุดอ่อนหลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาตลาดส่งออกและบริษัทข้ามชาติสูงมาก ในขณะที่กิจการท้องถิ่นมักเป็นรัฐวิสาหกิจที่ยังห่างมาตรฐานสากล
แต่ผู้กำหนดนโยบายของเวียดนามกล้ายอมรับความจริง กล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ อย่างการปฏิรูประบบราชการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในปี 2045 หรืออีก 20 ปี
ซึ่งไม่ค่อยมีใครเชื่อ เพราะมีแต่คนคิดว่า มันจะเกิดขึ้นเร็วกว่านั้น
3. แล้วทำไมเศรษฐกิจไทยถึงไม่โต
หันกลับมามองที่ประเทศไทยเรา เราไม่มีเงินลงทุนหรือ…ก็ไม่ใช่
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา วัดสัดส่วนต่อจีดีพีแล้ว กลุ่มธุรกิจไทยขันแข็งขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ มากกว่าทุนใหญ่ในมาเลเซีย ทุนใหญ่ในอินโดนีเซีย ทุนใหญ่ในเวียดนามเสียอีก
ถ้าทำเป็นอินโฟกราฟฟิก ก็อาจเป็นรูปเดียวที่ไทยแซงทุกชาติในอาเซียนได้
เราไม่มีที่ดินพอให้เกษตรกรทำกินหรือ…ก็ไม่ใช่
เพราะยังมีที่ดินทับซ้อน รอพิสูจน์สิทธิเพื่อเป็นโฉนดอีกอย่างน้อย 70 ล้านไร่ รอเป็นป่าอนุรักษ์อีก 30 ล้านไร
เราไม่มีงบสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือ…ก็ไม่ใช่
รัฐไทยเคยอุดหนุนรถ EV ถึงคันละ 150,000 บาท และใช้เงินไปกับอุตสาหกรรมนี้มากกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว
ในเมื่อมีเงิน มีทรัพยากร มีความพยายามแล้ว
สิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้จึงอยู่ที่วิธีการใช้เงิน วิธีการใช้รัฐ และแรงจูงใจของคนในสังคม
สังคมที่เด็กทุกคนรู้ว่า เวลามีปัญหาแล้วเส้นสาย-คอนเน็คชั่นช่วยจัดการได้ทุกอย่าง ไม่มีใครอยากตั้งใจเรียนหรอกครับ
สังคมที่ภาคธุรกิจรู้ว่า เจอ-จ่าย-จบ และมีแต่จะลงโทษหาเรื่องกับคนสุจริต ไม่มีใครอยากจ่ายภาษีหรอกครับ
และย่อมไม่มีใครลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมด้วย เพราะสุดท้าย “ได้สัมปทาน” เมื่อไหร่ ก็อิ่มสบายไปอีก 25 ปี
แล้วมีเหตุผลอะไรที่เวียดนามจะแซงไทยไปไม่ได้?
เพราะไทยจะแจกเงินกันอีกหรือ เพราะไทยมีนโยบายล้ำๆ ว้าวๆ หรือ ผมยืนยันว่ามีเหตุผลเดียวที่จะทำให้เวียดนามแซงไทยไม่ได้
นั่นคือ เราหนักแน่น จริงจัง กล้าทำเรื่องน่าเบื่อๆ แต่จำเป็นอย่าง Reform-driven Growth
ปฏิรูปใหญ่ เปลี่ยนรัฐ เปลี่ยนแรงจูงใจสังคม ตั้งหลักกันใหม่ ปรับทิศทางให้ถูก แล้วเดินหน้าไปด้วยกัน
แน่นอนครับ การ Reform ที่ว่านี้ ต้องทำหลายด้านไปพร้อมกัน
ฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขันก็ต้องทำ หยุดหลุมดำเศรษฐกิจ ติดปีก SME ด้วยดิจิทัลก็ต้องทำ
ปรับระบบสวัสดิการและสาธารณสุขก็ต้องทำ คืนความยุติธรรมให้สังคม และเตรียมรับโลกรวน-ภัยพิบัติก็ต้องทำ
หากพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอยากฟังรายละเอียดเพิ่มเติม
ว่าพรรคประชาชนจะ Reform แต่ละเรื่องอย่างไร
ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงาน “วิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน”
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคมนี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
แล้วพบกันครับ

