ณัฐพงษ์ เยือนระยอง ถิ่นคุ้นเคยที่กวาด ส.ส. ครบทุกเขต ขอประชาชนมั่นใจ พร้อมแก้ปัญหาปากท้อง ช่วยเหลือชาวเกษตรกร และคนทำงานอุตสาหกรรมเต็มที่
เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ระยอง โดยเริ่มต้นเยือนที่ชุมชนประแสซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของจังหวัด เป็นศูนย์กลางการค้าทางน้ำของฝั่งตะวันออกที่สำคัญของไทย จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังศาลเจ้าพ่อต้นไทร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนระยอง ไปศาลกรมหลวงชุมพร ทุ่งโปรงทอง และแม่น้ำประแส
สำหรับจังหวัดระยองนั้น พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบทุกเขต ดังนี้ กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล เขต 1 (เบอร์ 1), นายกฤช ศิลปชัย เขต 2 (เบอร์ 1), นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ เขต 3 (เบอร์ 6), นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ เขต 4 (เบอร์ 1) และนายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ เขต 5 (เบอร์ 2) จังหวัดระยองถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของพรรคประชาชน สืบเนื่องจากยุคพรรคก้าวไกลสามารถกวาดเก้าอี้ ส.ส.มาได้ครบทุกเขต

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ระยองถือเป็นเมืองอุตสาหกรรมของไทย มีนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดมากถึง 12 แห่ง และยังมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ หรือ EEC อีกด้วย นอกจากนี้ ระยองยังมีพื้นที่เกษตรกรรมกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด มีทั้งพืชสวน พืชไร่ นาข้าว และยังมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างทุเรียน มังคุด สับปะรด เงาะ ฯลฯ
สำหรับด้านการเกษตรกรรมนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องล้งต่างชาติเข้ามาควบคุมการผลิตไปจนถึงการส่งออก และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกสำหรับนโยบายด้านการเกษตรกรรมนั้น หากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐบาลประชาชน จะเสนอให้พัฒนาระบบตรวจพัฒนาระบบตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ยกระดับ GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อสู้ศึกสงครามการค้าและมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี โดยรัฐหนุนค่าตรวจรับรองให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงและสร้างความเชื่อมั่นระดับสากล

นอกจากนี้ รัฐบาลประชาชนจะจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตร ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับห้างและภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรผลิตตามคำสั่งซื้อที่แน่นอนและเข้าถึงตลาดราคาสูงได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงมอบคูปอง 50,000 บาท ให้เกษตรกรและ SMEs ใช้บริการโรงงานต้นแบบเพื่อทดลองผลิตสินค้าช่วยทดสอบตลาดได้จริงโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเองในช่วงเริ่มต้น
นายณัฐพงษ์ย้ำจุดยืนมั่นคง “มีส้ม ไม่มีเทา” พรรคประชาชนมีเจ้านายคือประชาชนเท่านั้น ไม่ได้มีนายเป็นทุนใหญ่ ทุนเทา หรือกลุ่มการเมืองมุ้งใด การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญเพราะสะท้อนเสียงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ไม่ได้มี ส.ว.มาเกี่ยวพันในการเลือกนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว






