กัณวีร์ นำทีม ‘พรรคพลวัต’ ลุยหาเสียงภูชี้ฟ้า ลั่น ทวงคืนศักดิ์ศรีกลุ่มชาติพันธุ์ ชูแก้ที่ดินทำกิน-สัญชาติ
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมคณะยังคงลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครของพรรคหาคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ โดยกิจกรรมการหาเสียงของพรรคพลวัตในวันนี้ จะยังคงมีการปักหลักหาเสียงใน อ.เทิง โดยจะมีการไปพบปะกับกลุ่มทหารผ่านศึก เพื่อชี้แจงนโยบายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงกิจกรรมการจัดเวทีปราศรัยย่อย ก่อนที่คณะของนายกัณวีร์จะเดินทางกลับในช่วงค่ำของวันนี้

โดยก่อนหน้านี้คณะของนายกัณวีร์ ได้เดินทางขึ้นไปพบปะชาวบ้านชาติพันธุ์ม้ง ที่บ้านพญาเลาอู ม.23 ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย พร้อมด้วยนายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ ผู้สมัคร ส.ส. เชียงราย เขต 5 เพื่อรับฟังปัญหาและประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ย้ำชัดถึงเวลาคืนความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้พลเมืองทุกคน
นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวถึงทิศทางนโยบายของพรรคว่า ปัจจุบันพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน คือการถูก “รัฐฐะ” หรืออำนาจรัฐมองข้ามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยถูกจัดลำดับให้เป็นพลเมืองที่ไม่เท่าเทียมกับคนอื่นในสังคม ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ
“เราไม่สามารถละเลยหรือทิ้งใครไว้ข้างหลังได้จริงๆ พี่น้องชาติพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นชาวม้ง กะเหรี่ยง มอญ คนไทยเชื้อสายจีน หรือชาวมลายู ต่างถูกทิ้งไว้ข้างหลังมาอย่างยาวนาน พรรคพลวัตจึงมุ่งเน้นที่การสร้างส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง เราจะเข้าไปรับฟังและจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน เราจะไม่ใช้วิธีการ ‘ลาก’ พวกเขาไป แต่จะใช้การจับมือเดินไปร่วมกันเพื่อสร้างประเทศไทยที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม” นายกัณวีร์กล่าวอย่างหนักแน่น

ด้าน นายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ ผู้สมัคร ส.ส. เชียงราย เขต 5 ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในพื้นที่เฉพาะหน้าว่า ในวันนี้ได้มีการลงพื้นที่ดอยยาว-ผาหม่น เพื่อพบปะพี่น้องชาวม้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ซับซ้อนในฐานะ “พื้นที่สีชมพูเก่า” และยังมีปัญหาเรื้อรังที่เป็นผลพวงมาจากคำสั่ง 66/23 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523
นายพันธวัช ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ “วิกฤตที่ดินทำกิน” จากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับซ้อนที่ดินทำกินเดิมของชาวบ้าน จนเกิดเป็นข้อพิพาทและข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ซึ่งพรรคพลวัตจะใช้ความเชี่ยวชาญของหัวหน้าพรรคที่มีประสบการณ์การทำงานในแนวชายแดน เข้ามาเจาะลึกปัญหานี้เพื่อแก้ไขให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
นอกจากเรื่องที่ดินแล้ว นายพันธวัชยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเร่งด่วนอีก 4-5 ประเด็นที่จะนำไปสนทนากับชาวบ้าน ได้แก่ ปัญหาสิทธิสถานะและสัญชาติที่ยังมีความล่าช้า รวมถึงวิกฤตมลพิษฝุ่นควันและหมอกควันข้ามพรมแดน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวติดกับชายแดน สปป.ลาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวบนภูชี้ฟ้าอย่างรุนแรงการลงพื้นที่ครั้งนี้ พรรคพลวัตยืนยันว่าจะนำปัญหาจากเสียงสะท้อนจริงของคนในพื้นที่ไปกำหนดเป็นนโยบายเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับกลุ่มคนที่ถูกหลงลืมในสังคมชายแดนของจังหวัดเชียงราย


