‘ชวน’ ตั้งโต๊ะ ซัด ‘พิพัฒน์’ คิดแบบธุรกิจการเมือง หวังผลกำไร ปมพาดพิงเป็นนายกฯ 2 ครั้งไม่พัฒนาตรัง ท้าแน่จริงเอ่ยชื่อมาเลย ชี้มีปัญหาแน่ใช้ทำเนียบรัฐบาลโจมตีคนอื่น ยกบทเรียน สมัย ‘ทักษิณ’ เลือกปฏิบัติ ไม่ได้ ส.ส.ใต้แม้แต่คนเดียว ปลุกคนใต้สั่งสอน ‘ภูมิใจไทย’ ชวด ส.ส.ใต้ ร่ายยาวผลงานตลอดเป็นนายกฯ โวสนามบินตรัง ทำ ‘โกเกี้ยะ’ ได้นั่งไปดูดมาได้ 2 ส.ส.
เมื่อวันที่ 7 มกราคม เวลา 13.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี แถลงตอบโต้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (6 ม.ค.) โดยมีการพาดพิงพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีนายกรัฐมนตรี 2 สมัย แต่ไม่ได้รับการพัฒนาว่า ตนคือหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 27 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมได้ เนื่องจากข้อความบางตอนเป็นการโจมตีให้ร้ายกัน
นายชวนกล่าวต่อว่า การที่นายพิพัฒน์ใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นที่กล่าวโจมตีให้ร้าย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่ควรมาโจมตีให้ร้ายใคร แต่ควรจะเป็นการแถลงนโยบายหรือผลงานมากกว่า ตนจึงอยากเตือนด้วยความเคารพ เพราะกระทบในทางกฎหมาย ในหลักแล้วไม่ถูกต้อง พูดให้ร้ายไม่ตรงกับความเป็นจริง ไปเปรียบเทียบกับสุพรรณบุรีแต่ก็ไม่มีสนามบิน การเป็นนักการเมือง จะต้องให้ความสำคัญกับประชาชนทุกจังหวัด ประชาธิปไตยจะไปได้ เมื่อมีความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าถ้าไม่เลือกคนนั้น แล้วบ้านเมืองเราจะล้าหลัง ถ้าไม่เลือกคนนี้แล้วจะไม่ได้รับการพัฒนา แต่ต้องมองว่าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่พัฒนาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตนภูมิใจที่เป็นนายกฯ 2 สมัยได้ทำหน้าที่และกระจายความเจริญ ซึ่งกฎหมายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคเกิดในสมัยตน

นายชวนกล่าวอีกว่า ที่มีการกล่าวว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย เราจะเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ เพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกับยกเป็นการเปรียบเทียบการบริหารจังหวัดสุพรรณบุรี ในสมัย นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงปีเดียว แต่พัฒนาจังหวัดไปได้มาก และผู้เปรียบเทียบได้ให้สัมภาษณ์ในตอนท้ายว่าพื้นที่จังหวัดหนึ่งในภาคใต้มีนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งติดต่อกัน ขอให้กลับไปดูว่า วันนี้มีการพัฒนาอย่างไรบ้างในพื้นที่จังหวัดอื่นในภาคใต้ นายกฯที่เป็น 2 สมัยติดต่อกัน ถึงแม้ไปดูแล้วไม่มีการเอ่ยชื่อ ก็รู้ว่าเป็นตนและจังหวัดตรัง แต่ก็ไม่แน่จริง ควรเอ่ยชื่อให้หมดเรื่องหมดราว ไม่ต้องมานั่งตีความกัน ซึ่งท่านก็คงหมายถึงตน ที่เป็นนายกฯ 2 ครั้ง
นายชวนกล่าวว่า การที่บอกว่าหากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำเอาสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณเพื่อพัฒนาโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน หากสื่อมวลชนนึกออกการเลือกปฏิบัติ โดยพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกผู้แทนฯของเขา เคยเกิดขึ้นในสมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯใช้คำว่าพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคนที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ จึงมีผลทำให้พรรครักไทยไม่ได้รับเลือก ส.ส.จากภาคใต้แม้แต่คนเดียว เพราะเชื่อว่าการเลือกปฏิบัติไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายพิพัฒน์ พูดก็เป็นแนวคล้ายคลึงกัน หากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจไทย ก็จะนำสิ่งต่างๆ เข้าไปทำงบประมาณ นั่นหมายความว่า ถ้าไม่เลือกเขา เขาก็อาจจะไม่เอาสิ่งต่างๆ เข้าไปเพื่อพัฒนา ปัญหาคือเมื่อพรรคภูมิใจไทย “เขาพูดแล้วทำ” เมื่อพูดอย่างนี้ก็คือพูดแล้ว เขาก็ควรจะทำ คือถ้าไม่เลือก เขาก็จะไม่จัดงบประมาณไปให้ เป็นการเลือกปฏิบัติโดยตรง ซึ่งโดยหลักแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 27 ที่ระบุว่าจะเลือกปฏิบัติ เพราะความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ถือว่าเป็นการเห็นทางการเมือง

“ถ้านักการเมืองใช้วิธีการนี้ ความขัดแย้ง แตกแยกในบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น อย่างในสมัยนายทักษิณ ก็เกิดความไม่เป็นธรรมต่อระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ก็จะผิดเพี้ยนไป กลายเป็นการพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่เลือก พื้นที่ที่ไม่เลือกก็ไม่มีการพัฒนา แต่เก็บภาษีเขา ตนจำได้ว่าเคยเรียกร้องเรื่องนี้ เมื่อประชาชนเขาเสียภาษีเช่นเดียวกันก็ต้องพัฒนาเหมือนกัน” นายชวนกล่าว
นายชวนกล่าวต่อว่า การนำไปเปรียบเทียบจังหวัดตรัง ในส่วนของตนนั้น เมื่อเป็นนายกฯ 2 สมัย ตนโชคดีเป็น 6 ปีกว่า เป็นนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งนานที่สุด จึงได้ทำโครงการพัฒนาประเทศ ไม่ได้เจาะจงทำเฉพาะจังหวัดตรัง โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ตัดถนนเข้าเฉพาะจังหวัดตรัง แต่ทำทั่วประเทศ ตัวอย่างโครงการพัฒนาถนน 4 เลน ภาคเหนือสิ้นสุดที่จังหวัดเชียงราย ภาคอีสานสิ้นสุดที่จังหวัดหนองคาย ภาคใต้สิ้นสุดที่จังหวัดชายแดนเชื่อมมาเลเซีย นี่คือการบริหารงานในสมัยที่ตนเป็นนายกฯไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเลือกตนหรือไม่
นายชวนกล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีโครงการเบี้ยผู้สูงอายุ ได้ริเริ่มในสมัยตน จนมาถึงในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทักษิณ กลับไม่มีการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ แต่กลับมาเพิ่มในสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จาก 200 บาทเป็น 500 บาท และเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เดือนละ 600-800 บาท และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาท ซึ่งต้องพูดในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดอะไรที่ทำให้ผลคะแนนเสียงแล้วทำไม่ได้ ขณะเดียวกันตนยังเป็นผู้ผลักดันจังหวัดตรังให้มีมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ และล่าสุดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ นักกีฬาวิ่ง 4 คูณ 100 ก็มาจากมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ รวมถึงริเริ่มให้เด็กดื่มนม จนเด็กสูงได้มาตรฐานโลก
“นายพิพัฒน์นั่งเครื่องบินไปจังหวัดตรัง เพื่อไปหา ส.ส.ได้มา 2 คน แต่การที่นายพิพัฒน์พูดแบบนี้ ถือว่าไม่เกรงใจ ไม่ให้เกียรติชาวตรัง ผมก็ไม่เคยวิจารณ์ แต่การพาดพิงอย่างนี้ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง คนจะเข้าใจผิดว่าผมไม่เคยทำอะไรให้จังหวัดตรัง ซึ่งผมก็พัฒนาจังหวัดตรังเหมือนจังหวัดอื่น ไม่อยากให้คนไปเที่ยวตรังแล้วด่าว่าเอาประมาณไปพัฒนาบ้านมันคนเดียว” นายชวนกล่าว
นายชวนกล่าวอีกว่า จังหวัดตรังยังมีรถไฟมีสนามบินที่สวยที่สุด ซึ่งตนของบประมาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมัยที่ตนเป็นประธานรัฐสภา และตรังเป็นจังหวัดเดียวที่มีจตุรัสเมือง ซึ่งเป็นความพยายามมากว่า 20 ปี และในการทำงานในฐานะนายกฯ ตนถือหลักว่าเราเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ ดังนั้นการจะทำนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไม่เจตนาที่จะทำเพื่อประโยชน์ในบ้านตัวเองเท่านั้น ต้องทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ทุกจังหวัด นี่เป็นแนวที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน

“ดังนั้นใครมาเป็นรัฐบาลในเที่ยวหน้า ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าใช้วิธีที่นายพิพัฒน์พูด พี่น้องภาคใต้ขอให้รับรู้ว่าถ้าทำอย่างที่นายทักษิณเคยทำ ควรจะเลือกพรรคการเมืองประเภทนี้หรือไม่ สำหรับพี่น้องชาวตรัง ขอให้รับทราบว่าสิ่งที่นายพิพัฒน์พูด ปมได้พัฒนาจังหวัดตรัง เหมือนที่พัฒนาจังหวัดอื่น ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เอาไปเปรียบจังหวัดอื่น ให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด ในฐานะที่เป็นตัวแทนชาวตรัง ไม่อยากให้ใครมาจังหวัดตรังแล้วด่าว่าจังหวัดนี้เอาเปรียบจังหวัดอื่น เอางบประมาณมากองอยู่ที่นี่ ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากระบบยึดอำนาจ หรือเลือกตั้ง มีแค่รัฐบาลนายทักษิณ เป็นรัฐบาลแรกที่ประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกเพื่อไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ซึ่งผมเพิ่งเห็นนายพิพัฒน์พูด นอกนั้นก็ได้บทเรียนแล้วส่วนใหญ่จะพูดในทำนองว่า ยินดีอย่างยิ่ง ที่จะพัฒนา ไม่ได้เจาะจงจังหวัดใด” นายชวนกล่าว
เมื่อถามว่าถ้านายพิพัฒน์มาขอพูดคุยทำความเข้าใจจะว่าอย่างไร นายชวนกล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกันนายพิพัฒน์ ก็ลงไปหา ส.ส.เจอในเครื่องบิน การที่นายพิพัฒน์มาพูดเช่นนี้ ตนคิดว่านายพิพัฒน์เป็นนักธุรกิจที่ทำงานการเมือง ทัศนคติอาจจะมองไปแบบนักธุรกิจการเมืองที่เราเคยเห็น มองเรื่องจะต้องมีกำไรขาดทุน เมื่อลงทุนแล้ว ต้องได้ ถ้าเลือกถึงจะให้ ซึ่งความจริงนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จริงๆ ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่นักธุรกิจที่มาทำงานการเมือง จะมีความสำนึก ความเข้าใจธุรกิจ และก็ต้องเอากำไร ซึ่งความจริงเป็นงบหลวงไม่ใช่งบส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ ไม่ควรจะมีเพราะเปลี่ยนแปลงการปกครองมา90 ปี สิ่งเหล่านี้พรรคเพื่อไทยได้บทเรียนแล้ว พรรคไทยรักไทยไม่มี ส.ส.ใต้แม้แต่คนเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากที่เรารณรงค์ไม่เลือกพรรคที่แกล้งเรา หวังว่าบทเรียนนี้จะทำให้พรรคการเมืองเรียนรู้และเลือกปฏิบัติ
เมื่อถามว่าการที่นายพิพัฒน์ออกมาพูดเช่นนี้เหมือนกับนายทักษิณ แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ได้ที่นั่งใช่หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า ถ้าข้อมูลนี้ไปถึงชาวบ้านตนว่าเขาจะคิด เพราะเขาบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนว่าเรื่องนี้ จะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน ความจริงตนก็ไม่มีอะไร ฉะนั้นท่านจะมาพาดพิงเรื่องอะไร ถ้าท่านไปหาต้นตอที่ตรังตนยังไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าท่านทำเหมือนกับไม่ให้เกียรติคนตรัง แต่ท่านก็ไปพูดอย่างนี้ ซึ่งก็ไม่ไปว่าอะไร เจอก็ทักทายกัน
เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการตอบรับที่ดีในภาคใต้ใช่หรือไม่ นายชวนกล่าวว่า ไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี แต่แนวปฏิบัติเรามีมามากแล้ว ท่านอาจจะไม่สามารถปรับเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ 100% ท่านอาจมองเป็นเรื่องธุรกิจที่ต้องได้ประโยชน์ และต้องได้กำไรการเมืองจะคิดอย่างนั้นไม่ได้


