ประชาคมมอชอ จัดวิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ รณรงค์ประชามติ 8 ก.พ. ทัศนีย์ ร่วมแจม

7.01.26 | 19:59 น.

นักศึกษา มช. จัดกิจกรรม วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ รณรงค์ชาวเชียงใหม่ออกไปใช้สิทธิลงประชามติ รธน. 8 ก.พ.นี้ ด้านนักวิชการติง กกต.เลือกใช้วิธีการล้าสมัย คาดทำคนไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติน้อยกว่าเลือก ส.ส.แน่นอน

เมื่อเวลา 17.20 น. วันที่ 7 มกราคม ที่ลานสังคีต อ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มประชาคมมอชอ จัดกิจกรรม “วิ่งเพื่อเปลี่ยน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” มีนักศึกษา คณาจารย์จากคณะต่างๆ และชาวเชียงใหม่ รวมทั้ง น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และเป็นอดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

ก่อนเริ่มกิจกรรมได้มีการอบอุ่นร่างกายเป็นเวลา 3 นาที จากนั้นทั้งหมดได้เริ่มวิ่งจากลานสังคีต อ้อมอ่างเก็บน้ำอ่างแก้ว อ่างเก็บน้ำตาดชมพู มาสิ้นสุดที่หน้าคณะนิติศาสตร์ รวมระยะทางประมาณ 2 กม. ตลอดเส้นทางมีการถือธงสีเขียวเขียนข้อความ “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” เพื่อรณรงค์เชิญชวนประชาชนและนักศึกษาออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติรัเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่ 8 ก.พ.

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากสถิติคนลงทะเบียนเลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้าและนอกเขต และลงทะเบียนประชามติค่อนข้างมีช่องว่าง โดยยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้ามีประมาณ 2.3 ล้านคน ขณะที่ยอดคนลงทะเบียนลงประชามติมี 1.5 ล้านคน ตัวเลขหายไปกว่า 8 แสนคน ข้อสังเกตจากตัวเลขยอดการลงทะเบียนดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลอย่างชัดเจนต่อเปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิลงประชามติน้อยกว่าคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.แน่นอน

Advertisement

ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าว เนื่องจากการเลือกตั้งล่วงหน้า ส.ส.ไม่สามารถลงประชามติไปพร้อมกันได้ เพราะมีเรื่องระบบเข้ามาเกี่ยวข้อง การจัดให้มีเลือกตั้งล่วงหน้าได้ก่อน เพื่อส่งคะแนนที่กระจัดกระจายไปยังเขตเลือกตั้งและนับคะแนนพร้อมกันทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่การลงประชามติไม่มีลักษณะแบบการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. มีเพียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ซึ่งนับทั้งประเทศเหมือนกันหมด กกต.จึงไม่มีมาตรการอำนวยความสะดวกในการลงประชามติล่วงหน้า มีแต่การลงประชามตินอกเขตในวันจริง จึงทำให้คนจำนวนหนึ่งพลาดการลงประชามติ ซึ่งเราเห็นแล้วว่ามีประมาณ 8 แสนคน

“ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความพร้อมของ กกต.เอง จากการศึกษาข้อมูลจริงๆ กฎหมายเปิดช่องให้ใช้วิธีที่หลากหลายได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบัตรลงคะแนนอย่างเดียว สามารถลงทางไปรษณีย์ เครื่องลงคะแนน ระบบสารสนเทศ หรือวิธีการอื่นใดที่ทันสมัย แต่ กกต.กลับเลือกวิธีการที่ล้าสมัยที่สุด คือการลงประชามติด้วยกระดาษ ซึ่งการลงประชามติไม่เหมือนการลงคะแนนเลือก ส.ส. กกต.น่าจะอาศัยโอกาสนี้ในการทดลองวิธีการใหม่ เช่น การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ การลงประชามติควรเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเครื่องมือทางกฎหมายก็มีช่องทางให้ แต่ กกต.กลับไม่กล้าทดลองวิธีใหม่ๆ ส่วนหนึ่งระยะเวลาในการลงประชามติอาจกระชั้นชิดเกินไป กกต.จึงยังไม่มีความพร้อม” ผศ.ดร.ณัฐกรกล่าว