ลิณธิภรณ์ ไม่ฟันธง ปมเปลี่ยนคำนำหน้าตามเพศสภาพ ย้ำต้องรอบคอบ ทนายแจม หวังผลักดันกติกาใหม่ พลเมืองไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

8.01.26 | 18:48 น.

ลิณธิภรณ์ ไม่ฟันธง ปมเปลี่ยนคำนำหน้าตามเพศสภาพ ย้ำต้องรอบคอบ ทนายแจม หวังผลักดันกติกาใหม่ พลเมืองไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ห้องประชุม สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงานเสวนา Ladies in Politics : พลังสู่การเปลี่ยนแปลง โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม ได้แก่ นางสาว รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 23 พรรครวมไทยสร้างชาติ, นางสาววิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์, นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, นางสาวตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ กรรมการบริหารพรรคและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย และนางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 11 พรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. บุคคลต่างๆ ทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยมีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองประธาน และบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ ข่าวสด, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายดิจิทัลมีเดีย บมจ. มติชน เป็นต้น

โดยในเวลาประมาณ 14.05 น. เข้าสู่ช่วง The Head-to-Head Debate : รอบจับคู่ประชันวิสัยทัศน์ ซึ่งนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 11 พรรคประชาชน จับลูกบอลได้ดีเบตกันในคำถาม ‘การเปลี่ยนคำนำหน้าที่สอดคล้องกับเพศสภาพ เห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไร ?’

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

นางสาวลิณธิภรณ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนขอชวนมองถึงประวัติศาสตร์ของความเท่าเทียมทางเพศที่เกิดขึ้น ถ้ายังจำได้ตั้งแต่พรรคไทยสร้างไทย ปีพ.ศ. 2544 ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นคนแรกที่พูดถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เราใช้เวลาอีก 10 ปี เพื่อนำมาสู่กฎหมายคู่ชีวิตในสมัยรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในพ.ศ. 2554 และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างโจ่งแจ้ง และเกิดการคัดค้านอย่างหลากหลาย แต่วันนี้สังคมได้เรียนจากข้อถกเถียงที่มากมาย และความคิดเห็นที่แตกต่าง จนนำไปสู่การเกิดขึ้นของกฎหมายสมรสเท่าเทียมของนายกฯเศรษฐา ทวีสิน

“ประเด็นนี้มันอยู่ที่ว่า สังคมวันนี้มีการรับรู้และความเข้าใจต่อเรื่องนี้อย่างถ่องแท้หรือไม่ การเปิดเวทีให้มีการถกเถียงให้พี่น้องประชาชนชนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายที่จะครอบคลุมในเรื่องความเท่าเทียม จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงอันดับแรก จึงไม่สามารถฟันธงได้ว่าวันนี้เราเห็นด้วยหรือไม่กับการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าชื่อให้สอดคล้องกับเพศสภาพ แต่ในทำนองเดียวกันดิฉันไม่ปิดพื้นที่ของสังคม แต่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นข้อถกเถียงที่ชัดเจนว่า เราจะเอาอย่างไรกับเพศสภาพของคนที่มีการเปลี่ยนแล้ว

Advertisement

ดังนั้น จึงต้องมีการทบทวน และหารือร่วมกัน ซึ่งสิ่งหนึ่งเราต้องไม่ลืมว่าคำนำหน้า คือ การเปลี่ยนแปลงในเชิงทางเอกสารราชการ ดังนั้นเมื่อตั้งต้นด้วยเรื่องนี้ ถ้าจะต้องมีการพูดคุยต้องรอบคอบและรัดกุม ว่า คำนำหน้า ที่เปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นในเรื่องของระบบราชการจะครอบคลุมเรื่องสิทธิสวัสดิการหรือไม่ หรือมันจะต้องมีระบบที่รองรับเรื่องของความละเอียดในเชิงบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่งจะต้องมีกฎหมาย PDPA เข้ามาครอบคลุมด้วย เพราะวันนี้ก็มีข้อถกเถียงในบางฝั่ง สำหรับบริการในการแพทย์ด้านฉุกเฉิน ความเหลื่อมล้ำในกีฬาบางประเภท ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสถานสภาพ กฎหมายระหว่างประเทศในการเดินทาง เรื่องของพาสสปอร์ต และมีกฎหมายประเทศที่ยังไม่ผ่านกฎหมายเรื่องนี้ อย่างจริงจัง มันไม่ได้เป็นมติที่เห็นตรงกันทั่วโลก เรื่องนี้จะเกิดขึ้นต้องเป็นวาระที่พิจารณาร่วมกัน” นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าว

นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวต่อไปว่า เราต้องไม่ลืมในสองอย่าง ขั้นแรกจะต้องไม่มีใครถูกลดทอนสิทธิ เพียงเพราะเขาไม่ได้มีเพศสภาพตรงกับเพศกำเนิดด้วยการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สิ่งนี้สังคมต้องเรียนรู้และตระหนัก ขั้นสอง เราต้องเข้าใจในหลักการว่าวันนี้สังคมเปิดกว้าง เราต้องเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย แม้หลายคนในที่นี้อาจมีจุดยืนที่แตกต่าง แต่กฎหมายนี้ถ้าจะมีขึ้นต้องรอบคอบและตอบสนองกับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกเพศสภาพ และครอบคลุมความหลากหลายของ LGBTQ+ จึงจะทำให้กฎหมายนี้เป็นที่ยอมรับ เหมือนที่เราผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่เรื่องนี้ต้องใช้ระยะเวลาเดินทาง

“อยากฝากไว้ว่าขอให้เป็นเวทีที่จุดประกายถึงการถกเถียงทั้งโลกออนไลน์และในเรื่องของการสื่อสาร เมื่อถกเถียงกันอย่างรัดกุมเชื่อว่าเราจะมีคำตอบต่อเรื่องนี้อย่างชัดเจนแน่นอนในอนาคต สุดท้ายพรรคเพื่อไทยในการบริหารงานที่ผ่านมา ตลอด2 ปี กับคำถามว่า ทำไมไม่ทำเพราะเราไม่เคยได้อำนาจเต็มจากมือประชาชน เราเป็นรัฐบาลผสม ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เลือกเราให้เป็นพรรคอันดับ 1 คุณจะไม่มีคำถามเลยว่าทำไมไม่ทำ ขอฝากเบอร์9 บัตรชมพูพรรคเพื่อไทย เพื่อไทยทำได้แน่นอน” นางสาวลิณธิภรณ์ ทิ้งท้าย

นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 11 พรรคประชาชน

ด้าน นางสาวศศินันท์ หรือ ทนายแจม พรรคประชาชน กล่าวว่า คำถามนี้เหมือนมีไว้ให้พรรคประชาชน ปัจจุบันคำถามเกี่ยวกับนโยบายเรื่องนี้ของพรรคประชาชน ยังคงเป็นคำถามที่เราถกเถียงกันอย่างมากในทั้งโลกออนไลน์ และชีวิตจริงที่ต้องลงพื้นที่หาเสียงด้วยเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนคำนำหน้านามตามความสมัครใจ ถ้าเราอ่านแค่ตัวนโยบายสั้นๆ แน่นอนว่าจะเกิดการถกเถียงกันอย่างแน่นอน แต่อยากฝากทุกท่านคิดตามกัน ถ้าเราพูดนโยบายเกี่ยวกับสมรสเท่าเทียม เมื่อ20 ปีที่แล้ว ตนคิดว่าการถกเถียงก็ไม่ต่างจากทุกวันนี้ กว่าการต่อสู้ของกลุ่มผู้คนที่มีความหลากหลายทางเพศจะเข้ามาสู่สภาได้ และมีการผ่านกฎหมายมาได้ในครั้งล่าสุด ก็ผ่านการถกเถียง ผ่านการทำความเข้าใจ กับสังคม ผ่านการกีดกัน ผ่านการทำร้ายมาหลายต่อหลายครั้ง

“ดิฉันว่าประเด็นนี้ เห็นว่า เราควรมีการผลักดันกฎกติกาใหม่ ที่จะทำให้พลเมืองความสามารถมีชีวิตที่อยู่ในสังคมได้อย่างไม่ถูกกีดกัน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ และพรรคเราก็เห็น เพราะนโยบายของพรรคเราทุกนโยบายเกิดจากการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนจากทุก ๆ กลุ่มโดยไม่มีการแบ่งแยก” นางสาวศศินันท์ กล่าว

จากนั้น นางสาวศศินันท์ กล่าวต่อไปถึงประเด็นที่ยังเป็นข้อกังวลต่อสังคม ว่าตนได้รับฟังมุมเกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์หลายท่านเช่นเดียวกัน ที่บอกว่าในเรื่องนี้ถ้ามีการเปลี่ยนคำนำหน้านามจะส่งผลต่อการรักษาช้าหรือเร็ว หรือไม่ ตนอ่านคอมเมนต์หนึ่งและน่าสนใจมากๆ ที่บอกว่าถ้ามีรถฉุกเฉิน ประกาศมาว่ามีผู้ชายสองคน ผู้หญิงหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บ หรือจะเสียชีวิต รถฉุกเฉินจะตัดสินใจไปช้าหรือเร็วเกี่ยวข้องกับเรื่องของเพศหรือไม่ อันนี้ก็อีกเป็นอีก หนึ่งคำถามที่เราต้องตั้งคำถาม และกำหนดไว้เช่นเดียวกัน

นางสาวศศินันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่าเมื่อมีนโยบายเรื่องนี้แล้ว แต่การผลักดันนโยบายหรือกฎหมายแต่ละครั้ง มันไม่ได้มีการผลักดันได้เพียงดีดนิ้วเดียว มันต้องมีการผ่านการแสดงความคิดเห็น ผ่านการรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ขั้นแรก วาระการรับหลักการด้วยซ้ำ ว่ามีใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร เมื่อรับหลักการไปแล้ว เข้าไปสู่ชั้นกรรมาธิการ เราก็ต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นจากกรรมาธิการ ที่มีความหลากหลาย เพราะฉะนั้นตนมองว่าเรื่องนี้เป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ถกเถียงกัน เพื่อจะได้นำไปสู่นวัตกรรมหรือทางเลือก นโยบาย หรือกฎหมายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่เราก็ไม่ควรจะต้องลืมว่า มีประเด็นที่สังคมกังวลอย่างไร

“คุณหมอวาโย อัศวรุ่งเรือง หนึ่งในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนเคยเสนอทางออกไว้เช่นเดียวกัน ในกรณีว่าให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ จะต้องมีเงื่อนไขอย่างไร เปลี่ยนได้หลายครั้ง กลับไปกลับมาหรือไม่ หรือถ้ามีการรักษาพยาบาล เพศกำเนิดที่แท้จริงจะระบุอยู่ในชิปบัตรประชาชนได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องคิดอย่างละเอียด รอบคอบและต้องฟังสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งพรรคประชาชน เรายืนยันว่าเราเปิดโอกาสให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกความหลากหลาย ทุกๆนโยบายของเรามาสะท้อนมาจากประชาชนที่มีความหลากหลายทุกอย่าง จะเป็นชาติพันธุ์ เป็นผู้หญิง เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นไรเดอร์ เป็นคุณครู เป็นอาจารย์ เป็นวิศวกร ทุกนโยบายเรามาจาก ทุกๆอาชีพ ทุกๆความหลากหลาย เพราะฉะนั้นนโยบายนี้แม้ว่าจะเป็นหนึ่งใน200นโยบายของพรรคประชาชน แต่เราก็ยอมรับว่าเราจะนำมาพิจารณา เพื่อดำเนินนโยบายทุกนโยบาย อย่างละเอียดรอบคอบ และรับฟัง ทุกๆความคิดเห็นของประชาชน” นางสาวศศินันท์ กล่าว

นางสาวศศินันท์ กล่าวว่า ในฐานะของแม่ที่มีลูกสองคน ลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน ตนไม่สามารถทราบได้เลยว่าเมื่อเขาโตขึ้น อายุ 20 แล้วอยากจะเป็นเพศอะไร เขาจะรักใคร เขาจะอยากใช้ชีวิต แบบไหน หลายครั้งกฎหมายต้องคิดถึงเยาวชนคิดถึงคนที่จะอยู่ในโลกอนาคตด้วย

“20 ปีที่แล้ว ใครจะไปคิดว่าจะมีเอไอที่เก่งขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่รักษาคนได้ดีขนาดนี้ อยากให้ทุกท่านลองเปิดใจอย่าอ่านแค่นโยบายอย่างเดียว ลองไปดูในรายละเอียดของนโยบายว่า เรามีวิธีการในการดำเนินนโยบายอย่างไร เรามีวิธีการป้องกัน ข้อกังวลของทุกท่านอย่างไร วันที่8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นโอกาสของทุกท่าน เปลี่ยนแปลงประเทศไปกับพวกเราพรรคประชาชน บัตรสีชมพูกาเบอร์ 46” นางสาวศศินันท์ ทิ้งท้าย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวรัชดา พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม ว่าขอชื่นชมทุกพรรคการเมือง ที่หยิบยกประเด็นการพิจารณาว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามให้สอดคล้องกับเพศสภาพหรือไม่

“ดิฉันไม่ได้มาชาเลนจ์ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาทางสังคมที่เราต้องมองสิ่งนี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ อย่ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ความคิดหรืออุดมคติส่วนตัว ต้องมองอย่างเห็นอกเห็นใจ ปัญหาในเรื่องนี้การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามนั้นมันมีการพูดกันมานาน ตีคู่มากับพรบ.สมรสเท่าเทียม ดิฉันอยู่ในแวดวงการเมืองมาเกือบ 20 ปี อยู่ในกระบวนการที่ขับเคบื่อนเรื่องนี้มาตลอด มันใช้เวลากว่าสังคมจะเข้าใจ พรบ.สมรสเท่าเทียมมีการพูดถึง แก้แล้วแก้อีก ดิฉันจำได้ว่าคณะรัฐมนตรีส่งเรื่องนี้เข้าสภา แต่ว่ารัฐบาลบอกให้ชลอไว้ก่อน เพราะ ณ เวลานั้นสังคมยังไม่เปิดใจรับในเรื่องของพรบ.ของสมรสเท่าเทียม” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวไปต่อ ว่าสำหรับเรื่องของคำนำหน้า เพศสภาพ มันมีเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องพิจารณาให้ดี สำหรับตนเห็นใจพี่น้องที่มีคำนำหน้าไม่ตรงกับเพศสภาพ บางคนสวยกว่าผู้หญิง เราเห็นแล้วเราต้องมอง แต่คำนำหน้าเป็นผู้ชาย หลายคนที่เท่ ดูเข้มแข็งแต่คำนำหน้ายังเป็นนางสาว มันไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่มีคำหน้าแล้วไม่ตรงกับเพศสภาพ แล้วต้องใช้ในชีวิตในสังคมปัจจุบัน

“สังคมไทยอาจจะบอกว่าเรายอมรับเพศสภาพ แต่ท่านว่าจริงหรือ ดิฉันว่าไม่จริง เพราะฉะนั้นการพิจารณาว่าเราจะแก้กฎหมายให้คำนำหน้าตรงกับเพศสภาพนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม ถูกต้องที่สุด แต่ว่ามันมีในรายละเอียกที่ต้องพิจารณาไปพร้อมๆกันอย่างที่ส.ส.ทั้งสองท่านได้พูดไปแล้ว

ประเด็นแรกคือ แค่ไหนถึงให้เปลี่ยนคำนำหน้านามได้ แค่เพศสภาพหรือต้องครอบคลุมถึงอวัยวะเพศ อันนี้เราคนนอก ตอบแทนเขาไม่ได้ ต้องให้เครือข่ายคนในกลุ่มเขาเป็นคนแสดงความคิดเห็น อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของฐานข้อมูล เรื่องของการกำกับดูแลเรื่องของประวัติทางราชการต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แต่วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เวทีนี้เราได้หยิบยกประเด็นขึ้นมา และให้นักการเมืองพรรคต่างๆแสดงความเห็นว่าเราสนับสนุนในหลักการ แต่เราพร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะพี่น้อง LGBTQ+ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่แล้วเราจะก้าวสู่ความเท่าเทียม” นางสาวรัชดา กล่าวทิ้งท้าย