‘กาเห็นชอบเถอะ!’ ไอติม วอน ถึงท่านไม่ชอบพรรคส้ม – ฐปณีย์ กดเครื่องคิดเลข แค่ 7 พรรคชนะท่วม
เมื่อวันที่ 10 มกราคม เวลา 13.30 น. ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ เครือข่าย Vote62 จากร่วมมือระหว่างองค์กร opendream บริษัทชั้นด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาสังคม, iLaw องค์กรที่จับตาด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และ Rocket Media Lab ซึ่งทำงานด้านข้อมูลเพื่อสื่อสารมวลชน ร่วมเปิดตัวแคมเปญ #vote62 ตามหาอาสาสมัคร เพื่อร่วมจับตา และรายงานผลการเลือกตั้งอย่างเรียลไทม์
โดยหาอาสาสมัคร 300,000+ คน เพื่อจับตาและรายงานผลการเลือกตั้งและประชามติรัฐธรรมนูญ ผ่านทางเว็บไซต์ vote62.com สำหรับ ไฮไลต์ภายในงานได้แก่ การเสวนาเช้มข้นเจาะลึกถึงการเลืกตั้งครั้งนี้ ซึ่งออกเป็น 2 ช่วง
เวลา 13.30 น. เข้าสู่การเสวนาในหัวข้อ “ฝันอะไร หวังได้แค่ไหน กับเลือกตั้งพร้อมประชามติครั้งแรกในประเทศไทย” โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย The Reporters, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw
ในตอนหนึ่ง น.ส.ฐปณีย์ ผู้ก่อตั้ง The Reporters กล่าวถึงมุม ‘ปรากฏการณ์สื่อไทย ที่มีต่อธงเขียวรัฐธรรมนูญไทย’ ว่า ตนอาจจะไม่ทันปี 2540 แต่ปี 2550 ที่ทำประชามติ และปี 2559 มีโอกาสได้ตามเรื่องนี้ บรรยากาศทำให้เกิดภาพเปรียบเทียบกับการทำประชามติ ในปี 2569 นี้

ครั้งนี้เรามีเสรีภาพที่จะรณรงค์หรือพูด มากกว่าการทำประชามติปี 50 และ 59 เพราะบรรยากาศตอนนีัยังไม่มีกฎหมายที่จะอุ้ม ข่มขู่ คุกคามแบบยุค คสช. ถึงขั้นติดโปสเตอร์ ใบปลิวก็ผิดกฎหมาย หรือมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาจถูกจำคุกได้ถึง 10 ปี หากรณรงค์โหวต NO ถูกจับ อย่างคุณรังสิมันต์ โรม กับพวก เป็นต้น
“เราเห็นความแตกต่างจริงๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เริ่มมีเฟกนิวส์ การชวนให้เห็นต่าง ว่าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘อย่าให้ผ่านนะ เดี๋ยวจะไปเปลี่ยนระบบการปกครอง แก้ 112’ ซึ่งจุดนี้เอง ที่อาจมีส่วนคุกคามการออกเสียง ในทางอ้อม”
“แม้บรรยากาศ เอื้อเสรีภาพในการออกเสียง แต่ก็เป็นเพียงก้าวแรก ‘ประชามติต้องผ่านก่อน’ เราจึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ จึงเป็นโจทย์ที่ยากมาก เป็นการออกเสียงครั้งประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนต้องออกแรงอย่างมหาศาล ขนาดปี 64 ออกเสียง เป็นล้านเสียง ยังแพ้ได้” น.ส.ฐปณีย์กล่าว
น.ส.ฐปณีย์กล่าวด้วยว่า สื่อคงต้องถามไปถึงทุกพรรคการเมือง ถึงเจตจำนงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือก ส.ส. พรรคไหน ที่ให้ความสำคัญกับการทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ เป็นเหตุผลหลักในการโหวต
“จากการทำข่าวมาทั้งชีวิต เวลาเขาหาเสียง เราฟังจนเหนื่อย นักข่าวหัวจะแตก ไม่รู้กี่ร้อยนโยบายที่หาเสียงกันมา แต่สุดท้ายมกี่นโยบายที่ทำได้? ดังนั้น สุดท้ายคำถามต้องชัด เราจะเลือกเขาไปทำอะไร แก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้เศรษฐกิจ” น.ส.ฐปณีย์ระบุ

น.ส.ฐปณีย์กล่าวว่า ในการเลือกตั้งปี 66 ถ้าเราหวังพรรคการเมือง แสดงเจตจำนงชัดเจน ถ้ากดเครื่องคิด เลข เอาแค่ 7 พรรคที่แสดงเจตจำนงวันนั้น
“ก้าวไกล 14 ล้านเสียง พท.10 ล้าน ยังรวมถึง ประชาชาติ ไทยสร้างไทย เลขที่ออกคือ 28 ล้าน เอาจริง ชนะท่วมท้นเลยนะ” น.ส.ฐปณีย์ชี้
ด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน กล่าวว่า ถามว่าจะโน้มน้าวอนุรักษนิยมอย่างไร ส่วนตัวทองว่าไม่ว่าเฉดไหนก็มีจุดร่วมที่มองเห็นตรงกันว่า
1.รัฐธรรมนูญ 60 มีปัญหา ไม่ว่าจะเข้าคูหา เลือกพรรคไหน กลับมีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ชี้ขาดนโยบาย ชะตากรรมของพรรคการเมือง
2.การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ทุกคนเห็นตรงกัน คะแนนความโปร่งใสสากล ในปีที่ผ่านมา ต่ำสุดในรอบ 15 ปี องค์กรที่คาดหวังให้ตรวจสอบการทุจริต อย่าง ป.ป.ช. สตง. กกต. ตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม เพราะสิทธิในการตรวจสอบถูกทอดถอนออกในรัฐธรรมนูญ 60 ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ จึงน่าจะเป็นเป้าหมายร่วมกัน
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แล้วหากทุกคนเห็นเป้าหมายตรงกัน กับดักคืออะไร สรุปให้เห็นภาพชัดใน1 ประโยค คือกลไกที่น่าจะแก้ไขปัญหา กลับทำให้เกิดปัญหาปัญหา อย่างเช่น รัฐธรรมนูญ 60, ส.ว. ที่เป็นกลไกขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

3.ช่องทางตรวจสอบองค์กรอิสระ ประชาชนตรวจสอบโดยตรงไม่ได้ ทำให้เกรงใจประชาชนน้อยลง เราเห็นบทบาท กกต.ที่ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างมากพอ จนอาจนำมาสู่ปรากฎการณ์สูญเสียสิทธิ
“ทั้ง 3 ข้อนี้ ทำให้ความสำคัญของการผนึกกำลังของประชาชนทุกเฉด จึงมีความสำคัญมากกับ การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้
ดังนั้น เมื่อเห็นตรง เห็นชอบก่อนในด่านแรก เมื่อมีการตั้ง ส.ส.ร.แล้ว จึงจะมีการคุยถึงเนื้อหาในปลายทาง เราจึงควรค่อยเริ่มบทสทนาไปทีละเล็กละน้อย”
“เสียงของประชาชน ผมยืนยันว่าดังเข้าไปถึงรัฐสภาแน่นอน ปี 60-66 มีการผลักดันยกเลิก มาตรา 272 ซึ่งคือ บทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯได้ ซึ่งตอนนั้นกระแสภาคประชาชนสูงมาก ช่วง พ.ย.63, จน ปี 64 พรรคการเมือง เริ่มยื่นแก้ไขรายมาตรา เหตุผลที่อธิบายปรากฎการณ์นี้ได้ คือ บทสทนาในเรื่องนี้ลดน้อยกว่าในช่วงปี 2563”
นายพริษฐ์กล่าวย้ำด้วยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งประวัติศาสตร์ เลือกตั้ง พร้อมประชามติ กำหนด ส.ส. และทิศทางเศรษฐกิจสังคม รวมถึงแสดงออกด้วยว่า เราต้องการระบบการเมืองที่ตอบโจทย์กับประชาชนกว่านี้หรือไม่?
“อยากให้ทุกคน เข้าไปลงคะแนนเห็นชอบ ซึ่งยังไม่ใช่ปลายทาง ต้องเข้าไปถกกับ ส.ว.อีก แต่กล้าพูดได้เต็มปาก ว่าการที่ประชาชนออกเสียงท่วมท้น จะเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการกดดันให้ ส.ว.โหวตเห็นชอบ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จะเปิดความเป็นไปได้ใหมๆ ให้กับการเมือง มากขึ้น แม้ท่านจะชอบหรือไม่ชอบพรรคส้ม เป็นเรื่องของคุณ แต่กาเห็นชอบเถอะ เพื่อให้เรามีสิทธิมีเสียงอย่างที่ควรจะเป็น” นายพริษฐ์กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับ Vote62 คือ ระบบการรายงานผลการเลือกตั้งแบบคราวด์ซอร์ส (Crowdsourcing) โดยให้ประชาชนช่วยกันถ่ายภาพกระดานคะแนนที่นับเสร็จแล้วในคูหาเลือกตั้ง แล้วส่งเข้ามาในระบบเพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบผลกับ กกต. โดยชื่อของ Vote62 มีที่มาจากการเริ่มทำระบบอาสาสมัครในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ทำไมการเลือกตั้งปี 2569 ถึงสำคัญ? การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมกับการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเท่ากับจะมีการนับคะแนนทั้งแบบบัญชีรายชื่อ, แบบแบ่งเขต และการออกเสียงประชามติพร้อมกัน ซึ่งหมายถึงจำนวนบอร์ดนับคะแนนที่มากขึ้น และที่สำคัญที่สุด “การประชามติรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือประตูบานแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” การเลือกตั้งรอบนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่น่าจับตา

