หนุ่มสาวออฟฟิศแห่ขอถ่ายรูป ‘มาร์ค’ บอกเป็น FC เลือกมาตลอด ‘อภิสิทธิ์’ มั่นใจ ส.ส.เขต-บัญชีรายชื่อเพิ่ม อ้อนขอเสียงกรี๊ด-อ้อมกอดแปลงเป็นคะแนน เมิน ‘รมต.เขมร-อนุทิน’ โหนกระแสชาตินิยม โวตอน ปชป.เป็นรัฐบาลชายแดนก็จบใน 12 วัน ชวนทุกพรรคประกาศจุดยืนแก้ รธน.ไม่แตะหมวด 1-2
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 13 มกราคม ที่ตลาดรวมทรัพย์ ย่านอโศก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่เพื่อช่วย นายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตการเลือกตั้งที่ 4 (คลองเตย-วัฒนา) หาเสียง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการตอบรับจากประชาชนวัยทำงานที่ลงมาจับจ่ายใช้สอย และรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ทั้งขอถ่ายรูปเซลฟี่
ขณะที่มีนักศึกษาบอกนายอภิสิทธิ์ว่า มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกปี 2566 บางรายบอกว่าแม่ชอบมาก เป็น FC มานานแล้ว รวมถึงที่บ้านเลือกอยู่แล้ว เป็น FC ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่ตลาดฝั่งตรงข้าม พอรู้ว่านายอภิสิทธิ์มาก็ข้ามมาหา ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะรับประทานอาหารมื้อเที่ยง เป็นเคบับเนื้อ ซึ่งเป็นอาหารที่รับประทานบ่อยสมัยเรียนอยู่ประเทศอังกฤษ

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์กรณีบางพรรรการเมืองโหนกระแสชาตินิยม จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น กรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุหากอยากให้ประเทศปลอดภัยให้เลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมาอีกรอบ จะกระทบการหาเสียงต่อพรรรอื่นๆ หรือไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา เพราะในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถให้กองทัพบริหารจัดการสถานการณ์ได้เต็มที่ภายใน 12 วัน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนใต้ พรรคประชาธิปัตย์มีแผนที่ชัดเจนที่สุด
ส่วนที่รัฐมนตรีกัมพูชาออกมาระบุให้เลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเพื่อไม่ให้สถานการณ์ชายแดนเกิดความขัดแย้งรอบใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะต้องไปวิเคราะห์ให้ดี เพราะตนก็ฟังแต่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ก็บอกว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไปรุกรานกัมพูชา
เมื่อถามว่า การพูดเช่นนี้จะเป็นการไปช่วยหาเสียงให้อีกพรรคการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาอาจจะกลัวผมก็ได้ จึงไม่ได้เอ่ยชื่อผม

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพลที่วิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส. 40 ที่นั่งว่า ยังไม่ทราบ ติดตามแต่เพียงคะแนนรวม การจะได้กี่ที่นั่งขึ้นกับอยู่กับการกระจายของคะแนนเสียง แต่ก็อยากได้คะแนนเสียง และความนิยมที่ตอนนี้ตนสัมผัสได้กลายมาเป็นคะแนน ส.ส.ในเขตเลือกตั้งด้วย
เมื่อถามว่า มีการประเมินกระแสตอบรับภายหลังลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งจะได้มากกว่าที่ประเมินตอนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าไว้เฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ยังจะต้องทำให้ได้มากกว่านี้ และในเขตเลือกตั้ง พื้นที่ภาคใต้ มีความมั่นใจขึ้น แต่ในพื้นที่อื่นๆ ก็ยังคงทำงานอย่างหนักอยู่
เมื่อถามว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯได้รับการตอบรับจากประชาชนที่กลับมาให้ความสนใจพรรคประชาธิปัตย์อีกนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ระหว่างการลงพื้นที่กรุงเทพฯ หากเสียงกรี๊ดและการกอดกลายเป็นคะแนนทั้งหมดก็จะเป็นเรื่องดี

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงขณะนี้ที่เริ่มมีการวิเคราะห์จับขั้วรัฐบาลแล้วว่า ได้พูดชัดเจนแล้ว และขอให้ความชัดเจนกับประชาชนว่าหาพรรคประชาธิปัตย์มีเสียงที่มากพอและได้เข้าไปอยู่ร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นหลักประกันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริต ปัญหาทุนเทา และไม่สร้างประเด็นที่แยกแตก หรือเกิดการทุจริต
ส่วนจุดยืนการรณรงค์ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนว่าแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ก็ยังติดขัดในมาตรา 256 ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เสียดาย เพราะที่ผ่านมาการพยายามแก้ไขมาตรา 256 เหมือนรัฐสภาจะตกผลึกแล้วว่าจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1-2

“แปลกใจที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกคำถาม เหตุใดจึงไม่มีการเจาะจงว่าเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยไม่มีการแตะหมวด 1 และหมวด 2 ดังนั้น ผมจึงยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะดูแลไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 และอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยตกลงกันได้แล้วประกาศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจในการลงมติเห็นชอบ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น ถูกตัดสิทธิการเลือกตั้ง เพราะเป็นบุคคลล้มละลายทำให้ขาดคุณสมบัติลงสมัครว่า บุคคลที่มาลงสมัครกับพรรคได้มีการตรวจสอบอย่างครบถ้วน โดยยื่นเรื่องให้ 13 หน่วยงานตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีปัญหาใดหรือไม่ ซึ่งบางหน่วยงานเพิ่งทยอยส่งผลการตรวจสอบกลับ รวมถึงการให้ผู้สมัครลงนามรับรองคุณสมบัติของตนเอง เมื่อเกิดปัญหา ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบ และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยตรวจสอบและรายงานภายใน 15 วัน



