อภิสิทธิ์ เดินตลาดรวมทรัพย์ หวังเสียงกรี๊ด-อ้อมกอด แปลงเป็นคะแนนปชป. เมินกระแสปลุกชาตินิยม

13.01.26 | 14:10 น.

หนุ่มสาวออฟฟิศ​แห่ขอถ่ายรูป​ ‘มาร์ค​’ บอก​เป็น FC เลือกมาตลอด ‘อภิสิทธิ์’ มั่นใจ ส.ส.เขต-บัญชีรายชื่อเพิ่ม​ อ้อนขอเสียงกรี๊ด​-​อ้อมกอดแปลงเป็นคะแนน​ เมิน ‘รมต.เขมร-อนุทิน’ โหนกระแสชาตินิยม โวตอน ปชป.เป็นรัฐบาลชายแดนก็จบใน 12 วัน ชวนทุกพรรคประกาศจุดยืนแก้ รธน.ไม่แตะหมวด 1-2

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 13 มกราคม ที่ตลาดรวมทรัพย์ ย่านอโศก นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์​ (ปชป.) ในฐานะแคน​ดิ​เด​ต​นายก​รัฐมนตรี​พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี​ ภ​ั​ท​ทิย​กุล​ รองหัวหน้า​พรรค​ นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่เพื่อช่วย นายพงศกร​ ขวัญเมือง​ ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตการเลือกตั้งที่​ 4 (คลองเตย​-วัฒนา) หาเสียง​ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการตอบรับจากประชาชนวัยทำงาน​ที่ลงมาจับจ่ายใช้สอย และรับประทานอาหารมื้อกลางวัน​ ทั้งขอถ่ายรูปเซลฟี่​

ขณะที่มีนักศึกษา​บอกนายอภิสิทธิ์​ว่า​ มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก​ปี​ 2566 บางรายบอกว่า​แม่ชอบมาก​ เป็น FC มานานแล้ว​ รวมถึง​ที่บ้านเลือกอยู่แล้ว เป็น FC ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่ตลาดฝั่งตรงข้าม พอรู้ว่านายอภิสิทธิ์มาก็ข้ามมาหา ก่อนที่นายอภิสิทธิ์​จะรับประทานอาหารมื้อเที่ยง​ เป็นเคบับเนื้อ​ ซึ่งเป็นอาหารที่รับประทานบ่อยสมัยเรียนอยู่ประเทศอังกฤษ​

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์กรณีบางพรรรการเมืองโหนกระแสชาตินิยม จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น กรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุหากอยากให้ประเทศปลอดภัยให้เลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมาอีกรอบ จะกระทบการหาเสียงต่อพรรรอื่นๆ หรือไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา เพราะในสมัยเป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถให้กองทัพบริหารจัดการสถานการณ์ได้เต็มที่ภายใน 12 วัน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนใต้ พรรคประชาธิปัตย์มีแผนที่ชัดเจนที่สุด

Advertisement

ส่วนที่รัฐมนตรีกัมพูชาออกมาระบุให้เลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเพื่อไม่ให้สถานการณ์ชายแดนเกิดความขัดแย้งรอบใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะต้องไปวิเคราะห์ให้ดี เพราะตนก็ฟังแต่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ก็บอกว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไปรุกรานกัมพูชา

เมื่อถามว่า การพูดเช่นนี้จะเป็นการไปช่วยหาเสียงให้อีกพรรคการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาอาจจะกลัวผมก็ได้ จึงไม่ได้เอ่ยชื่อผม

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพลที่วิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส. 40 ที่นั่งว่า ยังไม่ทราบ ติดตามแต่เพียงคะแนนรวม การจะได้กี่ที่นั่งขึ้นกับอยู่กับการกระจายของคะแนนเสียง แต่ก็อยากได้คะแนนเสียง และความนิยมที่ตอนนี้ตนสัมผัสได้กลายมาเป็นคะแนน ส.ส.ในเขตเลือกตั้งด้วย

เมื่อถามว่า มีการประเมินกระแสตอบรับภายหลังลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งจะได้มากกว่าที่ประเมินตอนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าไว้เฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ยังจะต้องทำให้ได้มากกว่านี้ และในเขตเลือกตั้ง พื้นที่ภาคใต้ มีความมั่นใจขึ้น แต่ในพื้นที่อื่นๆ ก็ยังคงทำงานอย่างหนักอยู่

เมื่อถามว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯได้รับการตอบรับจากประชาชนที่กลับมาให้ความสนใจพรรคประชาธิปัตย์อีกนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ระหว่างการลงพื้นที่กรุงเทพฯ หากเสียงกรี๊ดและการกอดกลายเป็นคะแนนทั้งหมดก็จะเป็นเรื่องดี

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงขณะนี้ที่เริ่มมีการวิเคราะห์จับขั้วรัฐบาลแล้วว่า ได้พูดชัดเจนแล้ว และขอให้ความชัดเจนกับประชาชนว่าหาพรรคประชาธิปัตย์มีเสียงที่มากพอและได้เข้าไปอยู่ร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นหลักประกันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริต ปัญหาทุนเทา และไม่สร้างประเด็นที่แยกแตก หรือเกิดการทุจริต

ส่วนจุดยืนการรณรงค์ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนว่าแม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ก็ยังติดขัดในมาตรา 256 ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เสียดาย เพราะที่ผ่านมาการพยายามแก้ไขมาตรา 256 เหมือนรัฐสภาจะตกผลึกแล้วว่าจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1-2

“แปลกใจที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกคำถาม เหตุใดจึงไม่มีการเจาะจงว่าเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยไม่มีการแตะหมวด 1 และหมวด 2 ดังนั้น ผมจึงยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะดูแลไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 และอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยตกลงกันได้แล้วประกาศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจในการลงมติเห็นชอบ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น ถูกตัดสิทธิการเลือกตั้ง เพราะเป็นบุคคลล้มละลายทำให้ขาดคุณสมบัติลงสมัครว่า บุคคลที่มาลงสมัครกับพรรคได้มีการตรวจสอบอย่างครบถ้วน โดยยื่นเรื่องให้ 13 หน่วยงานตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีปัญหาใดหรือไม่ ซึ่งบางหน่วยงานเพิ่งทยอยส่งผลการตรวจสอบกลับ รวมถึงการให้ผู้สมัครลงนามรับรองคุณสมบัติของตนเอง เมื่อเกิดปัญหา ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบ และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยตรวจสอบและรายงานภายใน 15 วัน