หอการค้าจับเข่า ‘ยศชนัน’ ลุยฟื้นเศรษฐกิจ ชง 6 ข้อวาระแห่งชาติเร่งด่วน

14.01.26 | 06:00 น.

หอการค้าจับเข่า ‘ยศชนัน’ ลุยฟื้นเศรษฐกิจ ชง 6 ข้อวาระแห่งชาติเร่งด่วน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 มกราคม ว่า ได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติเร่งด่วน 1.การขาดยุทธศาสตร์ชาติสามารถดำเนินการได้จริงและต่อเนื่อง 2.การปฏิรูประบบราชการและการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 3.โครงสร้างการบริหารประเทศยังขาดการบูรณาการ 4.การปฏิรูปภาคเกษตรอย่างเป็นระบบ 5.การจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติในระดับชาติ 6.การเสริมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนมีอำนาจขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างแท้จริง หอการค้าไทยย้ำความจำเป็นการขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานความโปร่งใส ธรรมาภิบาล การแข่งขันเป็นธรรม การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการปรับปรุงระบบราชการ ลดขั้นตอนและกฎระเบียบเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การกำหนดนโยบายต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ ยึดข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเอื้อต่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

นายยศชนัน วกล่าวว่า ได้หารือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดิมเพิ่มมูลค่า การขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่ พร้อมร่วมกันเดินหน้า และการทำงานร่วมกันกับภาครัฐและเอกชน เปิดใจรับฟังเรื่องกฎหมายเพื่อให้เดินหน้าไปได้ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นมีความจำเป็นต้องทำจริงจัง เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ ยังมีเรื่องกฎระเบียบโดยเฉพาะการใช้ระบบดิจิทัล ต้องบูรณาการ ต้องแก้กฎระเบียบ อาจนำร่องบางธุรกิจเป็นตัวอย่างเดินหน้า พรรคมีนโยบายสำคัญเป้าหมายประเทศไทยวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย Science and Technology (S&T) เป็นกลไกหลักสร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพคนไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตระยะยาว ภายใต้กรอบการพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลของนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมั่นคงและยั่งยืน หัวใจสำคัญการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ที่การใช้ 2 เครื่องยนต์หลัก ควบคู่กัน ได้แก่ การ “Upgrade Existing Engine” มุ่งเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจเดิม ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ ควบคู่กับการสร้าง “New Growth Engine” เพื่อเปิดแหล่งเติบโตใหม่ให้กับประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาระดับแนวหน้า และการสร้างระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ

นายยศชนัน กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยเสาหลักสนับสนุนเข้มแข็ง เสาหลักแรกคือการสร้างความมั่นคงทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เสถียรภาพทางการเมือง และการพัฒนายึดเป้าหมายความยั่งยืนตามกรอบ SDGs 2030 เสาหลักที่สองคือการเสริมสร้าง หลักนิติธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน ผ่านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความคล่องตัว การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านกฎหมายและการยกระดับดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศ เสาหลักที่สามคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการดูแลสิ่งแวดล้อม จะเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ