กรณ์ หาเสียงเชียงใหม่ ลั่นมาเพื่อรีเซต และอัพเกรดเชียงใหม่ก้าวทันโลกดิจิทัล ดันเป็นเมืองอัจฉริยะ
เมื่อวันที่ 14 ม.ค.69 ที่เชียงใหม่ ช่วงเช้า นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนด้วย “การเมืองแนวสร้างสรรค์” มุ่งเน้นการรับฟังและเสนอทางออกผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวล้านนาอย่างยั่งยืน เพื่อช่วย น.ส.นรากร ติยายน (ต๊ะ) ผู้สมัครสส.เขต1 เบอร์ 7
โดยนายกรณ์ ได้เดินทางเข้าสักการะ พระพุทธสิหิงค์ ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิด (ปีมะโรง) ของทั้งนายกรณ์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมเข้าขอพรจากพระเทพสิงหวราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำงานเพื่อบ้านเมือง
ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่บริเวณตลาดประตูเชียงใหม่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาทักทาย และฝากความในใจถึงนายอภิสิทธิ์ ว่า “พร้อมสนับสนุนพรรคที่ยึดถือความสุจริต เพื่อไปไล่ทุนเทาและนักการเมืองสีเทาให้ออกไปจากการเมืองไทย” นอกจากนี้ยังได้กล่าวขอบคุณนายกรณ์ถึงผลงานในอดีตอย่าง “โครงการไทยเข้มแข็ง” ที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนบ้านเกิดมาจนถึงปัจจุบัน และคาดหวังให้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกลับเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องที่กำลังซบเซา
อย่างไรก็ตาม ที่ร้าน A love cafe นายกรณ์ ได้เปิดวงสนทนา ในหัวข้อ “Reset เชียงใหม่ด้วยเศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งเป็นการเมืองแบบ Policy-based หรือการนำนโยบายนำการเมือง ซึ่งเปิดกว้างให้ทั้งสื่อมวลชน ประชาชน และคนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเท่าเทียม สะท้อนภาพการเมืองแห่งการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและโปร่งใส ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สู่เมืองอัจฉริยะที่ตรวจสอบได้
โดยนายกรณ์ เน้นย้ำว่า เราไม่ได้มาเพียงเพื่อเปลี่ยน แต่เรามาเพื่อ ‘Reset’ และอัปเกรดให้เชียงใหม่ก้าวทันโลกดิจิทัล แต่ยังคงเสน่ห์ของรากเหง้าวัฒนธรรมล้านนาไว้ได้อย่างลงตัวและสง่างาม
ในช่วงบ่าย นายกรณ์ ได้สานต่อแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการหารือกับ นายจุมพล ชุติมา อดีตประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบูรณาการความต้องการของภาคเอกชนเข้ากับนโยบายรัฐ ก่อนจะปิดท้ายภารกิจที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อรับฟังเสียงจากนักวิชาการ และพลังของคนรุ่นใหม่
โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การร่วมกันออกแบบ “เชียงใหม่เมืองอัจฉริยะ (Smart City)” ที่ไม่เพียงแต่ทันสมัย แต่ต้องเป็นโมเดลการบริหารที่ “สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้” เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของภาคเหนือและประเทศไทยต่อไป

