เทียบชั้นวิสัยทัศน์พรรคการเมือง ชูเครื่องมือกอบกู้ตลาดทุน ควบคู่เดินหน้าศก.ไทย
เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้จัดงานประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด? เพื่อประเมินแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง เนื่องจากตลาดทุนไทยมีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง เพื่อตัดสินใจในการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางการเงินและอนาคตของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงประเทศไทยมีนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศเข้ามาทั้งทางตรงและทางอ้อมในกองทุนต่างๆ กว่า 20 ล้านคน สะท้อนถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจและตลาดทุนมีความสำคัญมาก เพราะตลาดทุนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจ กลไกการขับเคลื่อนการเจริญเติบโต และส่งเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจในทุกภาคส่วน

นายกิติพงศ์ กล่าวว่า มิติในภาคครัวเรือน ตลาดทุนก็มีความสำคัญ เพราะเป็นช่องทางในการลงทุน วางแผนการเงิน และบรรลุเป้าหมายทางการเงินในแต่ละช่วงชีวิต โดยเฉพาะการออมเพื่ออนาคต และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเชื่อว่าการสร้างแรงจูงใจเรื่องภาษีของการออมและการลงทุน ส่งเสริมฐานการออมระยะยาวที่มีความเหมาะสมต่อเนื่องควบคู่กันไป การสร้างแรงจูงใจเรื่องภาษีต่อการออมและการลงทุน จะส่งเสริมฐานการออมและลงทุนต่างประเทศ และในประเทศผ่านการลงทุนสถาบัน จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไทย นโยบายของพรรคการเมืองต่อตลาดทุนไทยโดยตรงจึงมีความสำคัญมาก

@พรรคกล้าธรรม
นายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า วันนี้เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤตจริงๆ จากการที่ตัวเองก็เป็นนักธุรกิจเห็นชัดว่าต้องมาลงมือในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย 4 หลักนโยบายของภาคกล้าธรรม ได้แก่ 1.ฐานราก พัฒนาพี่น้องที่มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ใช้เครื่องมือผ่านเอไอต่างๆ 2.ต้องมีทุนให้คนกลุ่มนี้ และต้องไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นทุนสำหรับเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ หรือการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ 3.หาตลาดใหม่ เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพสูงมาก แต่การจะผลักดันให้ไปถึงระดับโลกได้ ต้องอาศัยสถานทูตของไทยในต่างประเทศ เป็นผู้แทนการค้า เพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยปัจจุบันประเทศไทยเดินหน้าผ่านมุมมองประเทศเดียว แต่จากนี้จะเปลี่ยนเป็นมุมมองของตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม ไม่ดูภาพใหญ่เท่านั้น แต่เป็นการเคาะประตูผ่านการโรดโชว์แต่ละประเทศ เพื่อดึงดูดทั้งนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเข้ามา

นายนิกร กล่าวว่า ประเทศไทยตอนนี้ สิ่งที่ขาดไปคือ เครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคมั่นใจว่าเราสามารถพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ได้ คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาพรวม และเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาดูว่าประเทศไทยเรามีนโยบายที่ชัดเจน มั่นคง และโปร่งใส เพราะจากการได้คุยกับนักลงทุนต่างชาติหลายคนที่ยังไม่เข้ามาลงทุนในไทย เป็นเพราะรัฐบาลยังไม่มั่นคง แต่พรรคเชื่อว่า หากนโยบายไหนที่ดี ไม่ว่าจะเป็นของพรรคใดหรือรัฐบาลใด จะทำมาใช้ให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น จากนั้นการชวนให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะสามารถทำได้ดีขึ้น รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มีความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันจะดูแลผู้ส่งออกไทยเช่นกัน

@พรรคไทยก้าวใหม่
นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพรรคมีธนู 4 ดอก ได้แก่ 1.พัฒนาการศึกษา 2.เศรษฐกิจแบบคนไทยต้องมาก่อน 3.คุณภาพชีวิต และ 4.คนดีต้องมีที่ยืน โดยขอเน้นดอกที่ 2 เพราะมองว่าเศรษฐกิจกับตลาดทุน ไม่ได้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และเราจะต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมี 2 เรื่อง คือ 1.ยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ เพราะที่ผ่านมามีความรู้สึกว่าการยุทธศาสตร์ การลงทุนของชาติมีทิศทางไม่ชัดเจน สะท้อนจากระบบราชการที่ยังมีการทำงานกันแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งต้องแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพื่อเดินหน้าสู่การทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของการลงทุน ดึงตลาดทุนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะยุทธศาสตร์การลงทุนที่ผ่านมา เราไม่ได้นำตลาดทุนเข้าไปอยู่ในวงจรของการส่งเสริมการลงทุนอย่างชัดเจน แต่พรรคจะตั้งทีม Thailand Investment Team มีหัวหอกหลักเป็นบีโอไอ อีอีซี และ ตลท.ในการพบนักลงทุนตั้งแต่วันแรก เพื่อให้นักลงทุนรู้แพคเกจทั้งหมด อาทิ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

“เพื่อไม่ให้ตลาดทุนไทยที่เกือบถูกลืมไปแล้วในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ยังเป็นกลไกสำคัญในการเดินหน้าต่อไป เราต้องแก้ไขปัญหาของตลาดทุนไทยเชิงรุก อาทิ สภาพคล่องที่หดตัวเหลือเพียง 3-4 หมื่นล้านบาทต่อวัน เพราะความไม่เชื่อมั่น รัฐบาลต้องร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งแอคชั่นทันทีหากพบพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ ให้อำนาจธนาคารหรือผู้เกี่ยวข้องแช่แข็งเงินให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหาย นำระบบเอไอเข้ามาดูการถือหุ้นที่ผิดปกติ หรือพฤติกรรมการซื้อขายที่ต้องสงสัย เร่งรัดกระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจให้รวดเร็วและตรงจุด เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน” นายคเณศ กล่าว
@พรรคไทยสร้างไทย
นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า จากการที่ประเมินโมเดลของแต่ละพรรคการเมือง ยังไม่เห็นว่ามีอินโนเวชั่นเลย ทุกคนดูงบประมาณประเทศเหมือนเป็นน้ำบ่อเดียวทั้งนั้น แต่จากการทดลองใช้พื้นที่ของเราทำคล้ายแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมาคิดว่าสำเร็จใน 2 เรื่อง คือ 1.การออกไประดมทุนในต่างประเทศ (เอฟดีไอ) และนำเทคโนโลยีบวกกับเงินลงทุนต่างประเทศเข้ามา ซึ่งสามารถทำได้เท่าบีโอไอเลย โดยเดือนกันยายน 2568 มีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเราสามารถทำเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านล้านบาททันที

นายสุรเดช กล่าวว่า 2.การลงทุนในท้องถิ่น หรือเมกะโปรเจกต์แบบทั่วไทย จะใช้กลไกผ่านตลาดทุน เข้าไปลงทุนตั้งบริษัทของรัฐบาล เทศบาล ท้องถิ่นมีการกระจายอำนาจตามความพร้อม เป็นการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งหากทำแบบนี้จะมีการลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี จังหวัดละประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท เท่ากับ 10 จังหวัดในประเทศไทย ก่อให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ขึ้น พอสองโมเดลนี้เกิดขึ้นเท่ากับว่าเราจะมีท่อออกซิเจนอีก 2 ท่อ คือท่อเงินจากตลาดทุนเข้ามา 2 แสนล้านบาท และจากการระดมเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอีก 7 แสนล้านบาท
“ไม่มีพรรคใดเดินหน้าโมเดล 25 ปีข้างหน้าของประเทศไทย แต่พรรคเราทำแล้ว โดยวางเป็น 3 ภาพ ได้แก่ 1.ปล่อยไปแบบนี้ ไม่สนว่าใครจะเทาหรือแจกเงินอย่างไร จีดีพีโต 1-2% ซึ่งประเทศจะไม่เหลืออะไรในอีก 10 ปีข้างหน้า 2.การเดินหน้าด้วยการลดคอร์รัปชั่น เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่จีดีพีโตเพียง 4% แต่หากไปแบบนี้ในอีก 25 ปีเด็กไทยยังจนอยู่เหมือนเดิม และ 3.การเติมออกซิเจนท่อใหม่เข้าไป ในอีก 25 ปีข้างหน้าตามแผนที่วางไว้ มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยจะโตกว่า 50 ล้านล้านบาท แต่ใน 4 ปีจากนี้จะโตประมาณ 18-21 ล้านล้านบาท หัวใจคือต้องเดินหน้าระยะยาวให้ประชาชนได้เห็นก่อน โดยเน้นย้ำว่า วันนี้ประเทศไทยต้องห้ามพัฒนาประเทศผ่านการกู้ และทำงบประมาณขาดดุลอีกแล้ว เพราะสิ่งที่กังวลที่สุดคือ หนี้สาธารณะในระดับสูง การสร้างภาระให้กับประเทศ” นายสุรเดช กล่าว
@พรรคประชาชน
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาชน กล่าวว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจไทยให้พ้นการจมปลักติดกับดักรายได้ปานกลาง และมีรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง หมายถึงไทยโตช้าลงจนกลายเป็นนิวนอร์มอล ประเทศจึงต้องการปฏิรูปขนานใหญ่ผ่านธุรกิจใหม่ๆ และยุทธศาสตร์แข่งขันนิยม โดยย้ำว่า พรรคไม่มีแนวคิดประชานิยม แต่เป็นการแข่งขันนิยม ทลายการผูกขาด เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีศักยภาพ เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จากที่ปัจจุบันมีธุรกิจใหญ่ผูกขาดจนขาดโอกาสไป จึงต้องทำงานเชิงรุก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดึงดูดเงินทุนในประเทศใหม่ ป้องกันการพึ่งพาทุนสีเทาของประเทศเดิม สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมและมีมาตรฐานสากล

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การเดินหน้าตลาดทุนไทย ต้องยอมรับก่อนว่า ตลาดหุ้นไทยถูกด้อยค่า และเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางมานานกว่าทศวรรษ เนื่องจากขาดกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) และขาดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยสิ่งที่ต้องทำคือ การปฏิรูปปัญหาต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งปัญหาของสังคม การขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการแพทย์ จะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ของคนไทยผ่านจุดอ่อนนี้ การแก้ปัญหาสภาพคล่องหุ้นไทย ทบทวนมาตรการที่เป็นอุปสรรคการเติบโต สนับสนุนรูปแบบใหม่ๆ เพื่อเดินหน้า และไม่ให้ตลาดหุ้นไทยถูกด้อยค่าลงจากปัญหาความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล ที่ต้องปกป้องหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต.จากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งในกระบวนการแต่งตั้งและปลดออก เพื่อให้การดำเนินคดีทุจริตมีความรวดเร็วและเป็นธรรม
“พรรคประชาชน มีรูปแบบการพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจ ผ่านการให้ประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีความเป็นอิสระจากกลุ่มทุนใหญ่ เพราะแชร์โฮเดอร์สูงสุดของพรรคคือประชาชน สะท้อนจากยอดเงินบริจาคกว่า 96 ล้านบาทในปี 2568 ทำให้เห็นว่าพรรคมีฐานที่มั่นจากประชาชนรายย่อยอย่างแท้จริง” นายชัยวัฒน์ กล่าว
@พรรคประชาธิปัตย์
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีความล่าช้าจากโครงสร้างรัฐที่ล้าหลัง จึงต้องมียุทธศาสตร์ 7 ด้าน เพื่อปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับความโปร่งใส โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจรัฐสภาในการสังคายนา ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดันการกำกับดูแลแบบดิจิทัล นำระบบราชการขึ้นสู่แพลตฟอร์มมือถือเพื่อสร้างดิจิทัล ฟุตปริ้นท์สกัดการคอร์รัปชัน เปิดฐานข้อมูลของภาครัฐให้เอกชนเข้าถึงเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจ รวมถึงการนำอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งานมาสร้างประโยชน์ เพื่อไม่ให้ระบบราชการเป็นตัวถ่วงในการพัฒนาประเทศ ทัศนคติของภาครัฐต้องเปลี่ยนจากผู้ขวางทาง เป็นผู้ชี้ทางและเปิดทาง รวมถึงเร่งเจรจาการค้า จัดทำข้อตกลงการค้า (เอฟทีเอ) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนข้อตกลงการค้าเสรีให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายกรณ์ กล่าวว่า ตลาดทุนไทยกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันสิ่งสำคัญที่สุดเป็นเรื่องความเชื่อมั่น” (Confidence) เพราะความล้มเหลวในการกำกับดูแล ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จึงต้องยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทย ทั้งการคัดกรองที่เข้มงวดขึ้นจากหน่วยงานกำกับดูแล ยกระดับ ก.ล.ต. และ ปปง.: เพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ในการพิสูจน์ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) และให้อำนาจ ปปง. อายัดทรัพย์สินที่ต้องสงสัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อความรวดเร็วในการระงับความเสียหายตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติในฝั่งนักลงทุน เพื่อสกัดการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยยืนยันว่า พรรคเอาจริงกับการทุจริตทุกประเภท หากอำนาจ ก.ล.ต. ไม่เพียงพอในการพิสูจน์นอมินี เราพร้อมจะเพิ่มอำนาจทางกฎหมายให้เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาโปร่งใสในสายตานักลงทุน
@พรรคเพื่อไทย
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจที่ต้องฟื้นฟู จะอาศัยกลไกตลาดทุนและตลาดเงินควบคู่กัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้สินใน 5 มิติ โดยใช้กลไกเอเอ็มซีเข้ามาบริหารจัดการหนี้ภาคประชาชนและกลุ่มเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และการอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อดึงประชาชนออกจากวงจรหนี้นอกระบบ โดยตลาดทุนไทยต้องการการปฏิรูปเพื่อเชื่อมโยงสู่ภาคเศรษฐกิจจริง พรรคเชื่อว่าตลาดทุนคือกลไกหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่าตลาดเงิน เนื่องจากขับเคลื่อนโดยมุมมองของนักลงทุน สอดคล้องกับนโยบายของพรรค ทั้งหวยเกษียณ สวัสดิการเติมเต็ม ที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนมีวินัยในการออมระยะยาวมากขึ้น โดยมองว่าตลาดทุนกับภาคเศรษฐกิจจริงต้องเดินตามกัน ซึ่งจะลดขั้นตอนที่เป็นกระบวนการเกินไป เพื่อพัฒนาตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าระเบียบปฏิบัติที่ล้าหลัง

นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า เครื่องมือพัฒนาตลาดทุนไทยที่จะเดินหน้า เป็นการจัดตั้ง ก.ล.ต. ดิจิทัล เพื่อกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นอิสระ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 100,000 ล้านบาท และเปิดบัญชีนักลงทุน 4 ล้านบัญชี ใช้เทคโนโลยี Tokenize เพื่อดึงกำลังซื้อจากผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซีต่างๆ เข้ามาในประเทศไทย เชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยว ต่อยอดกองทุนวายุภักษ์ ไทยอีเอสจี และการออกพันธบัตรรัฐบาลหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างแต้มต่อทางภาษีและต้นทุนเงินทุน รวมถึงการปลดล็อกกฎระเบียบให้เอสเอ็มอี เข้าถึงการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น และผลักดัน พ.ร.บ. สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่กลไกเดิม (บสย.) ยังทำได้ไม่ครอบคลุม
@พรรคภูมิใจไทย
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับรายได้ปานกลางมากว่า 10 ปี สิ่งที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วนคือ ผลักดันจีดีพีให้เติบโตอย่างน้อย 3% ขึ้นไป ผ่านยุทธศาสตร์ 10พลัส เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการทำให้งบลงทุนของประเทศขยับขึ้นไปแตะ 30% จากเดิมที่อยู่ระดับ 20% ของจีดีพีเพื่อก้าวข้ามกับดักสู่ประเทศรายได้สูงให้ได้ โดยกระบวนการจะต้องอาศัยการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบที่เข้มข้นขึ้น พร้อมใช้กลไกกองทุนร่วมลงทุน หรือ Matching Fund และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อลดภาระการขาดทุนของภาครัฐ นำนำเทคโนโลยีเอไอเข้ามาใช้ในระบบราชการ เพื่อสร้างความโปร่งใสและแม่นยำ พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมเอไอ เพื่อขยายฐานการตลาดโดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นายอนุชา กล่าวว่า ปัญหาหลักของตลาดหุ้นไทยคือ ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ในเชิงลบ จึงต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจและการเมืองจะมีความต่อเนื่องตลอด 4 ปี พร้อมส่งสัญญาณวินัยการเงินการคลังที่เคร่งครัด รวมถึงการปรับเพดานหนี้ให้เหมาะสม บังคับใช้กฎหมายและธรรมาภิบาล ยกระดับบทลงโทษผู้กระทำผิดในตลาดทุนให้รวดเร็วและศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเพิ่มความรับผิดชอบของกรรมการอิสระในบริษัทมหาชนให้เข้มข้นขึ้น ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสินทรัพย์สูงให้กลับมาลงทุนในไทย แทนการนำเม็ดเงินออกไปบริหารจัดการในต่างประเทศ เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้กลับสู่ตลาดทุนไทย
@พรรครวมไทยสร้างชาติ
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาย่ำอยู่กับที่เพราะไม่มีนวัตกรรม เนื่องจากมีคนยืนบังอยู่ จึงต้องเร่งเดินหน้าผ่านการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพ้นจากทางตันเหล่านี้ โดยเฉพาะซัพพลายเชนพื้นฐาน ซึ่งนวัตกรรมใหม่ที่ผ่านจากประเทศไทยไปทำในประเทศอื่น เป็นเพราะไทยยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำจากพลังงานสะอาด ที่ถือเป็นจุดอ่อนของอุตสาหกรรมไทย โดยนวัตกรรมใหม่หากจะเข้ามาและก้าวไปข้างหน้า ประเทศไทยต้องมีความเด็ดขาด ทั้งการปลดล็อกพลังงานสะอาดผ่านนโยบายเสรีโซลาร์ (Solar Liberalization) เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าสำรองล้นระบบแต่ราคาแพง โดยอนุญาตให้ภาคเอกชนผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาต เพื่อดึงดูดการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศเข้ามา รวมถึงยกระดับนวัตกรรม มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เป็นของไทยเองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่นิวเอสเคิร์ฟ โดยใช้ความเด็ดขาดทางการเมืองในการรื้อฟื้นกฎหมายที่ล้าหลัง

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในภาคตลาดทุน จำเป็นต้องมีการปฏิรูป โดยการคืนชีพกองทุนแอลทีเอฟแต่เป็นรูปแบบใหม่ เพื่อรับมือเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น ใช้เป็นเครื่องมือออมเงินสำหรับกลุ่มคนรวยเร็ว-จนไว อาทิ อินฟลูเอนเซอร์ ดารานักแสดง และแม่ค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระภาษีสูงแต่เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ โดยเสนอเงื่อนไขการถือครองที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม (5 ปีปฏิทิน หรือประมาณ 3 ปีเศษ) เพื่อให้สอดคล้องกับความผันผวนของรายได้ในยุคปัจจุบัน ใช้แอลทีเอฟดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะยาว เพิ่มความเซ็กซี่ของตลาดหุ้น โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดหุ้นไทย และดึงดัชนีวิ่งขึ้นไปสู่ระดับ 2,000 จุดให้ได้ ขณะเดียวกันจะต้องยกเลิกบัญชีดำบูโร สู่ระบบ Credit Scoring ไม่มีการแช่แข็งบัญชีหนี้เสีย 3 ปีของเครดิตบูโร เปลี่ยนมาใช้การให้คะแนนเครดิตแทน เพื่อให้คน 5 ล้านคนที่ติดกับดักบูโรสามารถกลับเข้าสู่ระบบได้ตามความสามารถในการชำระหนี้ปัจจุบัน มุ่งลดส่วนต่างกำไรของธนาคารพาณิชย์และส่งเสริมการแข่งขัน เพื่อให้ดอกเบี้ยสอดคล้องกับความเสี่ยงของผู้กู้จริง เดินหน้าสู่ความยั่งยืนในอนาคต


