พริษฐ์ ชูนโยบายแม่พิมพ์ รับวันครู เน้นคืนเวลา ลดภาระงาน พัฒนาทักษะ ส่งเสริมความก้าวหน้า

16.01.26 | 11:49 น.

พริษฐ์ นำทีมพรรคประชาชนรณรงค์วันครู เน้น 3 หลักการ คืนเวลาให้ครู ลดงานธุรการ พัฒนาทักษะอย่างตรงจุด ส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพ สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน

เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมกับผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาชนในปีกการศึกษา เดินทางมาที่บริเวณใกล้เคียงกับคุรุสภา เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของครูและรณรงค์นโยบายของพรรคประชาชนที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมครูในการทำงาน

นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักการสำคัญของพรรคประชาชนในการสนับสนุนและส่งเสริมครู เน้นไปที่ 3 เรื่อง คือการคืนเวลาให้กับครู พัฒนาทักษะอย่างตรงจุด และส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพที่สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน

หลักการแรกคือ “การคืนเวลาให้กับครู” เพื่อคืนครูให้กับห้องเรียน ด้วยการลดภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน เช่น งานธุรการ หรือกิจกรรมบางอย่างที่เพิ่มภาระงานให้กับครู แต่อาจไม่ได้ก่อประโยชน์สูงสุดให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ โครงการ พิธีกรรม หรือกิจกรรมใดที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนจะต้องลดหรือเลิก หากโครงการใดมีประโยชน์ อาจควรจัดทำเป็น “เมนู” ให้ครูและโรงเรียนมีสิทธิในการเลือกหรือปฏิเสธว่าจะทำหรือไม่ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละโรงเรียน

Advertisement

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปอีกว่า พรรคประชาชนยังตั้งใจเพิ่มงบประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการในการแบ่งเบาภาระงานของครู ส่วนงานธุรการที่ยังเหลืออยู่ จะปรับระเบียบและกฎหมายเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรองรับลายเซ็นดิจิทัล หรือเอกสารราชการแบบดิจิทัล

นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักการที่สองคือ “การพัฒนาทักษะอย่างตรงจุด” คืออีกสิ่งหนึ่งที่พรรคประชาชนตั้งใจพัฒนาให้ครูคือเรื่องของทักษะ เพราะหากมีการจัดทำหลักสูตรการฉบับใหม่ที่เน้นสมรรถนะของผู้เรียนตามแนวนโยบายของพรรคประชาชน รูปแบบการเรียนการสอนและทักษะที่ครูจำเป็นต้องมีในการดูแลพัฒนาการของผู้เรียนก็จะต้องปรับตามไปด้วย เพื่อให้ครูเปลี่ยนจากบทบาทครูหน้าห้องที่เน้นการถ่ายทอดข้อมูลเพียงอย่างเดียว มาเป็นครูหลังห้องที่เน้นวิเคราะห์และสนับสนุนพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคนที่อาจมีจุดแข็ง-จุดอ่อนที่ไม่เหมือนกัน

ทั้งนี้ พรรคประชาชนจะกระจายงบอบรมที่ปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางให้ไปอยู่ที่ครูมากขึ้น โดยให้ครูและโรงเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะพัฒนาทักษะของตนเองในด้านใดที่เป็นประโยชน์ต่อห้องเรียนและบริบทของโรงเรียนมากที่สุด

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า หลักการสุดท้ายคือความก้าวหน้าทางอาชีพที่สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน หลักการดังกล่าวคือหากครูสามารถดูแลและพัฒนาผู้เรียนได้ดีขึ้นมากเท่าใด ก็ควรได้รับความก้าวหน้าทางอาชีพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการออกแบบระบบการประเมินให้สัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครูและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยมีวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน ควบคู่กับการเปิดให้มีการประเมินแบบ 360 องศา ที่เปิดให้นักเรียนร่วมประเมินครูได้ และครูร่วมประเมิน ผอ.ได้

“การศึกษาจะมีความหมายต่อเมื่อครูมีเวลาได้ใช้กับนักเรียน และการศึกษาจะมีความสุขต่อเมื่อเราทำได้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้และครูมีความสุขกับการทำงาน” นายพริษฐ์กล่าว