อภิสิทธิ์ โชว์แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ไทยหายจน เท้ง ลุยสกลฯ ไม่เอาเทา พปชร.ขอ บิ๊กป้อม คัมแบ๊ก 

17.01.26 | 06:00 น.

อภิสิทธิ์ โชว์แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ไทยหายจน เท้ง ลุยสกลฯ ไม่เอาเทา พปชร.ขอ บิ๊กป้อม คัมแบ๊ก 

เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ดูแลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จัดกิจกรรมเปิด “แผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไร ให้ไทยหายจน” ที่พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หลังจากที่ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยสูญเสียโอกาส พรรคจึงเสนอนโยบายไทยหายจน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนวัดผลงานภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตอย่างน้อย 5%

“หากเศรษฐกิจดี ประชาชนกินดีอยู่ดี จะหวังพึ่งเงินภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ไทยหายจน คือ ปรับบทบาทภาครัฐและโครงสร้างไปพร้อมกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 5% คือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ชี้ทางให้เห็นสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ ประชาชนว่า เศรษฐกิจเดินไปทางไหน จะเป็นผู้เปิดทางด้วยการลงทุน คน โครงสร้างพื้นฐาน ปรับแก้หลายอย่างที่ทับซ้อน และการต่างประเทศเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

นอกจากนั้นจะไม่ขวางทางด้วยการปฏิรูป ปรับรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน รวมถึงจำเป็นต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้เปราะบาง ยกระดับภาคเกษตรเป็นเกษตรแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร สร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปการเกษตร ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จะพัฒนาอุตสาหกรรมเชื่อมโยงต่อเนื่อง

Advertisement

รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ภาคบริการ ท่องเที่ยวที่ยกระดับต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สุขภาพ อุตสาหกรรมเวลเนส ชีววิทยาศาสตร์ อุปกรณ์การแพทย์ นอกจากนั้นคือ เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการหารายได้จากเทคโนโลยี ครอบคลุมการเงิน การค้าปลีกที่เป็นธรรม สร้างรายได้ให้คนไทย และพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด และสำหรับเครื่องมือที่จะใช้ คือ รื้อกฎหมาย ลงทุนทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน ใช้การเจรจา การทูตระหว่างประเทศ ในเศรษฐศาสตร์เชิงรุก” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงแผนปฏิบัติการภายใน 90 วัน ว่า 1.วาระมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นต้องดูความเหมาะสมและประเมิน ต้องเป็นมาตรการที่เงินถึงเร็ว ง่าย ไม่ซับซ้อน ขณะที่นโยบายที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 27 ข้อ จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ แต่ที่จะทำเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สิทธิเกิดขึ้นทันที เช่น คนพิการได้สิทธิ 2 เท่า จากเดิมรถไฟฟ้า เหลือ 5-30 บาท แบ่งเป็นโซน โดยสายสีม่วงและสายสีแดงทำได้ทันทีเพราะมีกองทุนตั๋วร่วม

2.วาระกฎหมายลบล้างความยุ่งยาก กฎระเบียบ ยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อน จะบังคับใช้กฎหมายสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม แก้กฎหมายการออมแห่งชาติ ทำสลากออมทรัพย์จังหวัดและเติมเงินให้เด็กแรกเกิด 3.โครงการที่ประกาศไว้และนำเสนอ จะบัญญัติในกฎหมายงบประมาณ ปี70 พร้อมนำเสนอต่อสภาภายใน 90 วัน

“4.พื้นฐานเศรษฐกิจดีมาจากบ้านเมืองที่สุจริต เครื่องมือที่ประหารคอร์รัปชั่น แพลตฟอร์มที่สามารถเข้าตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงานรัฐต้องพร้อมให้ตรวจสอบ 5.ปฏิรูประบบราชการ จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ และจัดการกลไกภาครัฐที่ทับซ้อน 6.จัดการสแกมเมอร์ ป้องกันการฟอกเงินเทา เพิ่มเครื่องมือทำให้ประสิทธิภาพปราบทุนเทาสูง 7.เรื่องพลังงาน จัดงบช่วยโซลาร์เซลล์ เดินหน้าให้ค่าไฟลดลงถาวร ต่ออายุใช้งานโรงไฟฟ้าที่หมดอายุสัมปทานโดยรัฐไม่ต้องเสียค่าพร้อมจ่าย เปิดเผยการซื้อไฟฟ้าของ กฟภ.ให้ประชาชนมั่นใจ 8.เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน ตั้งกลไกรัฐร่วมกับเอกชน ช่วยเหลือเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ 9.PM2.5 มาตรการเกี่ยวกับการระงับซื้อพืชผลจากพื้นที่มีการเผา

ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด, เศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 10.ภัยพิบัติ ยกระดับหน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี 10 เรื่องนี้ คือ สิ่งที่เป็นความพร้อมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้มีแค่วิสัยทัศน์ แต่บอกว่าจะใช้อะไรเป็นตัวจัดการ ด้วยประสบการณ์ของคนที่เคยบริหาร ทั้งหมดนี้จะมีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ ผมมีบทเรียนจากการเป็นนายกฯแล้ว หลายครั้งสั่งการไป มีมติ ครม.ไป สุดท้ายระบบการติดตามบกพร่อง ดังนั้น มาตรการ 90 วัน ที่ประกาศ จะมีหน่วยงานเฉพาะกิจเข้ามาติดตามเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง จะบอกกับประชาชนว่าไทยจะหายจนด้วยคนทำเป็นนั้นต้องทำอย่างไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

วันเดียวกัน ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.พรรค พปชร.นำโดย นายศุภศิษฎิ์ สรภัสจิรพงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ชลบุรี และผู้สมัคร จ.อุบลราชธานี, นครพนม, ปัตตานี, นครศรีธรรมราช, กระบี่ ปัตตานี และชลบุรี นัดรวมพลเพื่อทวงถามความชัดเจนด้านนโยบาย ตลอดจนการบริหารจัดการภายในพรรค พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษา และอดีตหัวหน้าพรรคให้กลับมาบริหารงานพรรค สร้างความมั่นใจให้ผู้สมัคร รวมถึงสมาชิกพรรคเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง

นายศุภศิษฎิ์กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้เหมือนถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคลงไปดูแลสนับสนุนเชิงนโยบาย ไม่มียุทธศาสตร์การหาเสียง อยากให้พรรคจัดสรรทีมดูแลผู้สมัคร สส.เขต ทั่วทุกภาค พร้อมสนับสนุนการหาเสียงในแต่ละเขตทั่วประเทศ แตกต่างจากเมื่อ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค มีการมอบหมายนโยบาย และชี้แจงแนวทางการหาเสียงให้

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียง ปราศรัย ที่ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร เพื่อช่วยนายภาสพล อุฬารกุล ผู้สมัคร ส.ส.สกลนคร เขต 2 หาเสียง โดยกล่าวว่า หัวใจของพรรคประชาชน คือ การสร้างประเทศไทยที่เท่าเทียม เท่าทันโลก ไม่มีสีเทา พรรคประชาชนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนตามแนวทางเดียวกับ นายเตียง ศิริขันธ์ อดีต ส.ส.สกลนคร ซึ่งลุกขึ้นต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ยึดหลัก พูดอย่างไร ต้องทำอย่างนั้น

รวมทั้งเชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เลือกพรรคประชาชน ผู้สมัครในเขต เพื่อสนับสนุนตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย หากต้องการเปลี่ยนรัฐบาลเดิมมาเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า ก้าวไกลไปด้วยกัน

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า อยากสื่อถึงพรรคการเมือง ขอให้หาเสียงโดยนโยบาย หรือเชิงบริหาร เชิญชวนประชาชนออกมาเลือกพรรคตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษ เช่น การใส่ร้าย ข่มขู่ ซึ่งมีคนมาร้องเรียนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการหาเสียงดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์กล่าวว่า ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศโดยให้นโยบายว่า ต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต.ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต เบื้องต้นได้ตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน ทำหน้าที่ติดตามข่าวว่ามีการหาเสียงรุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่ มีการซื้อเสียง นอกจากนี้ได้แต่งตั้งตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว มีอยู่ทั่วประเทศ คิดว่าจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการที่ให้หน่วยงานนอกช่วยสอดส่องดูแล