ดึงแก่น 30 บาทคืนระบบสุขภาพ จาก Sick care เป็น Healthcare

18.01.26 | 09:13 น.
ดึงแก่น 30 บาทคืนระบบสุขภาพ

หมายเหตุ – “มติชน” มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยถึงแนวนโยบายเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข

การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ หนึ่งในความสนใจของประชาชนคงหนีไม่พ้นนโยบายด้านสาธารณสุข ที่มีความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขาไม่แพ้เรื่องปากท้อง จึงทำให้ชื่อของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ถูกพูดถึงอีกครั้ง ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่จับตามองว่าประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาในอดีต จะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาระบบสาธารณสุขในปัจจุบันได้อย่างไร

“มติชน” มีโอกาสได้พูดคุยกับ “คุณหญิงสุดารัตน์” ถึงประเด็นดังกล่าวและได้รับคำยืนยันว่า นโยบายด้านระบบสาธารณสุข คือหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และเป็นนโยบายที่ย้ำเสมอว่าเป็น “เรื่องชีวิตของคนทั้งประเทศ” ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านการรักษาพยาบาล

แต่คือการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง เมื่อย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดของโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในผู้วางรากฐานและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยแก่นแท้ของโครงการ 30 บาท ไม่ใช่เพียง “การรักษาฟรี” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างใหม่ของระบบสุขภาพทั้งระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการ “สร้างสุขภาพ” ให้กับประชาชนทุกคนตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่ไปกับการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบใหม่ที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

หัวใจของระบบดังกล่าว คือ การจัดสรรงบประมาณรายหัวให้กับโรงพยาบาล ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร เมื่อโรงพยาบาลได้รับงบประมาณในลักษณะนี้ บทบาทของโรงพยาบาลจึงไม่ใช่เพียงการรักษาผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการเท่านั้น แต่ต้องดูแลให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบมีสุขภาพแข็งแรง เจ็บป่วยให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งประชาชนมีสุขภาพดีมากเท่าไร โรงพยาบาลก็จะยิ่งมีทรัพยากรเหลือสำหรับการบริหารจัดการและการพัฒนาระบบมากขึ้นเท่านั้น

Advertisement

นี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของโครงการ 30 บาท นั่นคือการทำให้เกิดสุขภาพดีถ้วนหน้า ผ่านการจัดสรรงบประมาณแบบรายหัวที่สะท้อนต้นทุนจริง และทำให้ระบบสุขภาพทั้งระบบเปลี่ยนจากการมุ่งรักษา ไปสู่การป้องกันและการสร้างเสริมสุขภาพเป็นหลัก ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับนโยบายการออกกำลังกาย เพื่อลดปัญหาไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายสูงให้กับระบบสุขภาพของประเทศ

สำหรับนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย “3 เสาหลักสร้างเสริมสุขภาพ” โดยเริ่มจากส่งเสริมการ “ออกกำลังกาย” ที่เป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณไม่มาก แต่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่า “เรื่องโภชนาการ” โดยเฉพาะในเด็ก เพื่อให้ได้รับอาหารที่ครบถ้วน “อิ่มท้อง สมองดี” ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุก็ต้องมีโภชนาการที่เหมาะสม ไม่ส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และประเด็นสุดท้ายที่สำคัญคือ “อาหารปลอดภัย” เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง มีการลงพื้นที่ตรวจสอบและรับรองแหล่งผลิตอาหาร ตลาด และซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อตรวจหาสารอันตราย ซึ่งเป็นต้นตอของโรคร้ายแรง

นโยบายด้านสาธารณสุขของพรรคไทยสร้างไทย จึงมุ่ง “ดึงจิตวิญญาณของ 30 บาท” กลับมาอีกครั้ง ภายใต้ชื่อโครงการ “30 บาท สุขภาพดีถ้วนหน้า” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันเป็นแกนหลัก

หากได้เป็นรัฐบาล จะปรับเปลี่ยนระบบทั้งหมด เพราะระบบในปัจจุบันไม่ใช่ระบบ Healthcare แต่กลายเป็น Sick care ไปแล้ว การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้รูปแบบเดิม คือการจัดงบประมาณตามขนาดของโรงพยาบาล ซึ่งไม่สะท้อนจำนวนประชาชนที่โรงพยาบาลต้องรับผิดชอบ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าดูแลประชาชนมากกว่าเสมอไป

ขณะเดียวกัน การจัดงบประมาณตามจำนวนผู้ป่วยก็ยิ่งทำให้ระบบมุ่งรักษาคนป่วยมากขึ้น แทนที่จะมุ่งทำให้คนไม่ป่วย

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการจัดสรรงบประมาณใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละโรงพยาบาล และทำให้โรงพยาบาลหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพอีกครั้ง โดยต้องจัดงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพในลักษณะ “รายหัว” เช่นเดียวกับที่เคยดำเนินการในอดีต

แนวทางของพรรคไทยสร้างไทย คือการทำให้โรงพยาบาลทุกแห่งกลับไปสู่จุดตั้งต้นของระบบสุขภาพ นั่นคือการมี “การสร้างเสริมสุขภาพ” เป็นตัวหลัก โรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณรายหัวด้านการสร้างเสริมสุขภาพโดยเฉพาะ ซึ่งใช้งบประมาณไม่มาก แต่มีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน 3 เรื่อง ได้แก่ การออกกำลังกาย โภชนาการ และอาหารปลอดภัย

โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะต้องแข่งขันกันในทั้งสามด้านนี้ เพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยตัวชี้วัดสำคัญในการได้รับงบประมาณเพิ่มเติมคือความสามารถในการลดอัตราการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ในกลุ่มประชาชนที่โรงพยาบาลรับผิดชอบดูแล

ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะต้องทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับการสร้างเสริมสุขภาพทั้งสามด้านให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยทุกหมู่บ้าน ทุกช่วงวัย ต้องมีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย อาหารต้องปลอดภัย และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ประกอบการที่ใช้สารอันตราย โดยเฉพาะสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

ไม่ว่าจะเป็นการใส่ฟอร์มาลินในอาหารทะเล หรือการใช้สารฟอกขาวในเครื่องในหรือถั่วงอก จะต้องมีการจับจริง ปิดโรงงานจริง เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ เมื่อมีการรณรงค์อย่างจริงจังแล้ว ขั้นต่อไปคือการให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงใช้ตัวชี้วัดเดิม คือการลดไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

หนึ่งในแนวคิดสำคัญ คือการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ ที่ปัจจุบันมีราคาไม่สูงเหมือนเช่นอดีต เช่น นาฬิกาสุขภาพ พรรคไทยสร้างไทยจะลงทุนเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ โดยผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อยจะได้รับการสนับสนุนหรือแจกให้ใช้ฟรี ขณะที่ผู้ที่มีกำลังซื้อก็ซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม โดยประชาชนทุกคนจะเข้าสู่ระบบเดียวกันและเชื่อมต่อข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ เมื่อประชาชนใช้นาฬิกาสุขภาพ ระบบจะสามารถตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายในหลายระดับ เช่น เดินวันละ 5,000 ก้าว 7,000 ก้าว หรือมากกว่านั้น ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ผู้ที่ทำได้ตามเป้าหมายจะได้รับคูปองส่วนลดจากภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านสุขภาพ ฟิตเนส หรือยิมต่างๆ และแต้มสะสมเหล่านี้ยังสามารถนำไปแลกรางวัลที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้

นอกจากนั้น การทำงานร่วมกับภาคเอกชนในลักษณะนี้ จะทำให้รัฐมีฐานข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็น Big Data ที่มีมูลค่าสูง สามารถนำมาใช้วางแผนด้านการสร้างเสริมสุขภาพในระยะยาว ลดการเกิดโรค และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ทั้งในระดับครอบครัวและงบประมาณของรัฐ

เมื่อประเทศมีฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ ระบบสาธารณสุขจะสามารถขยับไปสู่การแพทย์เชิงป้องกัน หรือ Preventive Medicine อย่างแท้จริง โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นเครื่องมือหลัก

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน คนที่มีกำลังทรัพย์สามารถเข้าถึงการตรวจสุขภาพเชิงลึกได้ด้วยตนเอง รู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อโรคใด และสามารถป้องกันได้ล่วงหน้า แต่สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย โอกาสเช่นนี้ยังไม่เท่าเทียม เมื่อรัฐมี Big Data สุขภาพของประชาชนจำนวนมากแล้ว จะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้วิเคราะห์และพยากรณ์ความเสี่ยงรายบุคคลได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยประมวลผล ระบบจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าบุคคลนั้นมีแนวโน้มจะเป็นโรคใดในอนาคต และควรป้องกันด้วยวิธีใด

การพยากรณ์ลักษณะนี้จะทำให้รัฐเข้าไปดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ยังไม่ป่วยจริง เป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค ลดความสูญเสียทั้งด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายในระยะยาว และในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง การตรวจที่ลึกลงไป เช่น การตรวจยีน ก็จะสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันหลายระดับได้มากขึ้น

สรุปภาพรวมว่า แนวทางทั้งหมดนี้เป็นแผนระยะยาวที่ค่อยๆ ขยับจากฐานราก เริ่มตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย การกินดี อยู่ดี ลดโรคไขมัน ความดัน และเบาหวาน จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นของการเก็บข้อมูล การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้เป็นนิสัย และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาตรวจวัดสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพัฒนาไปสู่การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และ AI ในการวางแผนป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ

หากดำเนินการตามแผนนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ระบบจะเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน ทั้งในแง่การลดการเจ็บป่วยของประชาชน และการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ

สำหรับนโยบายด้านสาธารณสุขจึงจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งการรีสกิลและอัพสกิล เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงนโยบายด้านสาธารณสุขเข้ากับนโยบายสังคมสูงวัย โดยกล่าวถึงแนวคิดบำนาญ 3,000 บาท ซึ่งไม่ได้เป็นการให้เงินเปล่า แต่เป็นการ “จ้างงาน” ผู้สูงอายุให้เข้ามามีบทบาทในการสร้างเสริมสุขภาพ ทั้งการดูแลสุขภาพของตนเอง และการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และหากไม่ดึงผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบการสร้างเสริมสุขภาพอย่างจริงจัง ปัญหาผู้สูงอายุยากจนและเจ็บป่วยจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะยาว

แนวคิดบำนาญ 3,000 บาท จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านรายได้ แต่เป็นกลไกสำคัญในการนำผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบสร้างเสริมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการเรียนรู้ใหม่ การรีสกิลและอัพสกิล โดยเฉพาะการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในมิติของสุขภาพกายและสุขภาพจิต

โดยเชื่อมโยงแนวคิดดังกล่าวเข้ากับระบบแพทย์ประจำครอบครัว ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีอยู่แล้วในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประชาชนแต่ละคนจะมีโรงพยาบาลประจำ และมีแพทย์ประจำครอบครัวที่รับผิดชอบดูแล เมื่อมีโครงสร้างนี้เป็นฐาน เทคโนโลยีและ AI จะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริม ทำให้การดูแลสุขภาพมีความต่อเนื่องและแม่นยำมากขึ้น

ในอีกมิติหนึ่งคือปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลระดับอำเภอหรือพื้นที่ชนบท ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำระบบ Telemedicine เข้ามาใช้ เพื่อเชื่อมต่อองค์ความรู้ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไปสู่โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพใกล้บ้านมากขึ้น

ท้ายที่สุดนโยบาย “30 บาท สุขภาพดีถ้วนหน้า” ของพรรคไทยสร้างไทย ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านการรักษาพยาบาล แต่คือการปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ การสร้างเสริมสุขภาพการใช้เทคโนโลยีและ AI การแพทย์เชิงป้องกัน ไปจนถึงการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ

เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้คนไทยมีสุขภาพดีตั้งแต่ต้นทาง ลดการเจ็บป่วย ลดภาระของครอบครัว และลดภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

จิราพร จันทร์เรือง