การดี เผยเข้า ปชป.เป็นภารกิจกู้ไทยทานิค เปิดใจจากฝันวัยเด็ก สู่แคนดิเดตนายกหญิงคนแรกของปชป.
นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ แสดงวิสัยทัศน์ในงานระดมทุนพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตอนตนอยู่ประมาณชั้น ป.3 ตนทานข้าวกับคุณตา คุณตาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอย่างไร ตนตอบว่าโตขึ้นอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แม้วันนี้จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกไม่ได้แล้ว แต่เป็นแคนดิเดตนายกหญิงคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว ตนมองย้อนไป ที่ตอบแบบนั้นเพราะรู้สึกว่าบ้านเรายังต้องการการพัฒนาอีกเยอะ
แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหวังว่า บ้านเราจะดีกว่านี้ได้ ตนเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก หลายหลายคนถามว่าเป็นผู้หญิงจะเรียนวิศวกรรมทำไม ตนก็ตอบซ้ำเดิม ก็เพราะว่าบ้านเราในยุคนั้นต้องการการพัฒนาทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเรียนวิศวกรรมจะเป็นการเปิดทางให้นวัตกรรมและการผลิตใหม่ในอนาคต
นางการดี กล่าวว่า การต่อสู้ยุคนี้ไม่ได้ใช้กำลังอย่างเดียว ใช้สมอง ใช้ความตั้งใจ และการทำงานหนักตลอดชีวิตของตน ไม่ว่าจะเป็นการที่ตนเรียนและได้รับทุนการจากต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุน เพราะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำงานหนักกว่าคนอื่น เพราะตอนที่ไปเรียนนั้นเป็นช่วงต้มยำกุ้งพอดี เป็นการรับน้องมาก ตอนที่ตนอยู่สหรัฐอเมริกา ตนคิดว่าจะสบายไปคนเดียวได้อย่างไร ตนจึงเลือกกลับมาเป็นอาจารย์สอนที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความตั้งใจผลิตคน ความรู้ที่เราได้มีเป้าหมายการที่จะส่งต่อความรู้และพัฒนาบ้านให้ดียิ่งขึ้น ต่อมาตนเปลี่ยนอาชีพมาอยู่ภาคเอกชน การทำงานทุกครั้งไม่ได้วิ่งตามเงินอย่างเดียว แต่ดูว่าเราช่วยคนได้แค่ไหน เรามีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าแค่การเลี้ยงชีพ
“การเข้ามาประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ หลอกมา มันคือภารกิจกู้ไทยทานิคหรือไม่ ในวันที่รู้อยู่แล้วว่าต้องลำบาก วันที่ชวนมาไม่ได้ง่ายนะ แล้วก็ลำบากแน่ๆ ก็มองย้อนกลับไปว่าความลำบากก็ไม่กลัว อ้อต้องมั่นใจว่าถ้าอ้อต้องเปลี่ยนอาชีพอีกครั้งในชีวิตนี้ อ้อจะต้องมีทั้งใจและโอกาส สามารถตอบโจทย์ว่าเราอยากทำให้พี่น้องประชาชนดียิ่งขึ้น”นางการดี กล่าว
นางการดี กล่าวต่อว่า ตนเปลี่ยนความคิดเมื่อได้มีโอกาสลงพื้นที่ ในฐานะผู้สมัครการเมืองครั้งแรก ที่จังหวัดสุรินทร์ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระชากใจอย่างมาก คือวันที่เราไปพบกับทหารที่ป่วย กำลังรอผ่าตัด เราถามว่าให้เราช่วยอะไรได้บ้าง ทหารท่านที่อยู่บนเตียงบอกว่าอยากให้ช่วยให้หมอผ่าตัดให้เร็วๆ จะได้ไปช่วยทหารแนวหน้าคนอื่นได้ จึงเกิดคำถามว่าพี่น้องเสียสละขนาดนี้ ขณะที่ตนมีชีวิตอยู่ในเอกชนที่สุขสบาย แค่นี้ทำไมเราจะเสียสละให้ประเทศของเราอีกครั้งไม่ได้ เรื่องน้ำใจของคนไทย คนที่สุรินทร์ บอกว่าอย่าลืมไปช่วยพี่น้องที่หาดใหญ่ด้วย เพราะที่สุรินทร์แค่ย้ายออกจากบ้านชั่วคราว แต่พี่น้องที่หาดใหญ่ เสียบ้านไปทั้งหมด เป็นความรู้สึกที่พี่น้องที่ลำบาก แต่จิตใจที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน และเป็นการสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ดังนั้น พวกเราเองก็ยอมแพ้เช่นเดียวกัน
นางการดี กล่าวว่า เวลาที่ทำนโยบาย ไม่ได้คิดถึงเรื่องเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบ จะเอาแค่วันนี้ แล้วก่อให้เกิดภาระภาษีให้ลูกหลานเราไม่ทำ การทำงานที่ดีของพวกเรา ในฐานะผู้ใหญ่ ตนมักจะพูดเสมอว่าการทำอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงสุด ตื้นตันเสมอ ที่เห็นผู้แทน สส.ทุกท่านมาด้วยใจทั้งสิ้น อยากจะทำสิ่งนี้ให้ดี เราควรที่จะส่งต่อประเทศไทยที่ดีกว่าวันที่เราเกิดมาให้กับลูกหลาน เราควรที่จะเป็นนักการเมืองที่เฝ้ามองและประคับประคองอนาคตที่ลูกหลานเราอยากได้
นางการดี กล่าวด้วยว่า ตนก็เป็นคุณแม่ของลูกทั้ง 2 คน เราเข้าใจทั้งจุดเจ็บและโอกาสใหม่ของคนเป็นแม่ เราอยากให้คนเติบโตเท่ากัน เข้าใจองค์ประกอบของครอบครัวทุกรูปแบบ พวกเราเข้าใจดีว่าวันนี้เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เป็นจุดเจ็บของทุกคน เราเน้นย้ำถึงการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นระบบ ไม่รบกวนภาษีของประชาชน เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สำคัญ พวกเราจะปิดแผลเก่า เปิดโอกาสใหม่และจะนำทรัพยากรที่โดนซ่อนเอาไว้แล้วไม่ได้ใช้อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด มาใช้ให้เกิดประโยชน์
”อ้อขอให้คำมั่นว่าทุกคนที่สละทรัพยากรของท่าน ท่านมอบให้เรา จะไม่เป็นเพียงแค่ค่าใช้จ่ายทางการเมือง แต่จะเป็นการลงทุนที่ดีของอนาคตของประเทศไทย” นางการดี กล่าว

