TEI เปิดเวทีถกอนาคตสิ่งแวดล้อมไทยก่อนเข้าคูหา ชี้นโยบายต้องตอบโจทย์ ระบุจุดอ่อนไทยมองข้ามศก.พอเพียง

20.01.26 | 14:16 น.

TEI เปิดเวทีถกอนาคตสิ่งแวดล้อมไทยก่อนเข้าคูหา ชี้ก่อนลงคะแนนต้องวิเคราะห์นโยบายพรรคการเมืองต้องตอบโจทย์ ชัดเจน เป็นไปได้ น่าเชื่อถือ ขณะที่นักวิชาการจุฬาฯ ระบุจุดอ่อนของไทยคือการมองข้าม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

เมื่อวันที่ 20 มกราคม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดเสวนา “อนาคตสิ่งแวดล้อมไทยหลังการเลือกตั้ง” ในงาน TEI: Thai Envi Next: ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” เพื่อสะท้อนมุมมองของนักวิชาการผู้บริหาร ตัวแทนเยาวชนไปยังสนามการเมืองโค้งสุดท้าย ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 2569 โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เป็นประธานวงเสวนา

วิจารย์ สิมาฉายา

ศ.ดร.จำลอง โพธิ์บุญ ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ชี้ว่าการวิเคราะห์นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมือง ต้องดู 4 มิติหลัก คือ การตอบโจทย์ ความชัดเจน ความเป็นไปได้ และ ความน่าเชื่อถือ ปัญหาสิ่งแวดล้อมควรถูกแยกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนอย่างภัยพิบัติและฝุ่น PM2.5 และระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ ทะเล น้ำ Climate Change และความหลากหลายทางชีวภาพ

Advertisement

จำลอง โพธิ์บุญ

ขณะที่ ศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดี (ความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอโมเดลพัฒนา 3 ระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำ (ความมั่นคงทรัพยากรพื้นฐาน) กลางน้ำ (Circular Economy และ BCG) ไปจนถึงปลายน้ำที่มุ่งสู่ Net Zero และ ESG เพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ย้ำว่าจุดอ่อนของไทยคือการมองข้าม “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และบทสรุปของความยั่งยืนคือการ “สร้างคน” ก่อนสร้างระบบ

พิสุทธิ์ เพียรมนกุล

นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะกรรมการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สะท้อนความจริงว่างบประมาณประเทศมีข้อจำกัดสูง เงินลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศเหลือเพียงราว 10% ขณะที่ผลกระทบ Climate Change อาจทำให้ GDP ไทยหายไป 3-4% ซึ่งรุนแรงกว่าวิกฤตโควิด ทางออกคือการใช้ Blended Finance ดึงเงินเอกชนและต่างชาติ โดยรัฐต้องเร่งปรับกฎหมายให้เอื้อต่อ Green Investment

ด้าน น.ส.กานต์รวี ศรีแสงทรัพย์ เครือข่ายเยาวชนระดับโลก ด้านความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย (Global Youth Biodiversity Network for Thailand: GYBN) ชี้ว่าเยาวชนคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Climate Change และ Biodiversity สูงสุด ทั้งด้านสุขภาพจิตและความเหลื่อมล้ำ เยาวชนต้องการบทบาทระดับ “หุ้นส่วน” ในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติตาม การศึกษาต้องเปลี่ยนสู่ Transformative Education พัฒนา Head–Hand–Heart และให้เยาวชนเป็นผู้สร้างข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ดร.วิจารย์ กล่าวว่า แผนสิ่งแวดล้อมจะไร้ความหมาย หากไม่มีกฎหมายที่เข้มแข็งรองรับการบังคับใช้ เสนอเร่งออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ. Climate Change และ EPR พร้อมชี้ว่าต้องกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น และใช้ Big Data ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลเป็นฐานตัดสินใจ