‘ภท.’โชว์วิชั่นสาธารณสุข ปั้นพยาบาลอาสา-ศูนย์ดูแล‘สูงวัย’

21.01.26 | 10:23 น.
‘ภท.’โชว์วิชั่นสาธารณสุข ปั้นพยาบาลอาสา-ศูนย์ดูแล‘สูงวัย’

‘ภท.’โชว์วิชั่นสาธารณสุข
ปั้นพยาบาลอาสา-ศูนย์ดูแล‘สูงวัย’

หมายเหตุ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) เปิดเผยถึงนโยบายสาธารณสุขของ ภท.สะท้อนมุมมองที่ไม่ต้องการให้สังคมสูงวัยกลายเป็นภาระ แต่ต้องการเปลี่ยนให้เป็นพลัง ระบบสาธารณสุขเป็นหลักประกันด้านคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้วโดยมีรายละเอียดดังนี้


นโยบายสาธารณสุขเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับภาพใหญ่ของประเทศมากกว่าการมองระบบการแพทย์เพียงปลายทาง โดยครอบคลุมทั้งโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ สังคม และภาระงบประมาณของรัฐที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และการก้าวไปสู่สังคมสูงวัยขั้นแอดวานซ์ในอนาคตอันใกล้ ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาคนป่วยให้หาย แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้คนไทย “เจ็บป่วยให้น้อยลง อยู่กับสุขภาพที่ดีให้นานขึ้น” และยังคงมีศักยภาพในการดำรงชีวิตและทำงานในสังคม

ข้อมูลด้านสุขภาพสะท้อนภาพความจริงที่ไม่อาจมองข้าม คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่า 70 ปี แต่ช่วงเวลาที่มีสุขภาพดีจริงๆ อยู่เพียงราว 60 ปี นั่นหมายถึงช่องว่างกว่า 10 ปีที่ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเรื้อรัง ต้องพึ่งพาระบบการรักษา และต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดลง กลุ่มวัยทำงานจึงกลายเป็นกำลังหลักที่ต้องแบกรับทั้งภาระทางเศรษฐกิจและภาระทางสังคมไปพร้อมกัน โจทย์เชิงนโยบายจึงไม่ได้อยู่แค่การดูแลผู้สูงอายุให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วย แต่รวมถึงการทำอย่างไรให้คนวัยทำงานยังคงมีสุขภาพแข็งแรง มีประสิทธิภาพ และสามารถทำงานได้ยาวนาน ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุเองก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมโดยไม่กลายเป็นภาระหนักเกินไปต่อครอบครัวหรือรัฐ จากข้อมูลสุขภาพล่าสุด ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยยังทำงานในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปี และผู้สูงอายุราวหนึ่งในสามอาศัยอยู่ตามลำพังหรืออยู่กันเพียงสองคนตายาย ภาพนี้สะท้อนชัดว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่อาจพึ่งพาโครงสร้างครอบครัวแบบเดิมได้อีกต่อไป

จากโจทย์ดังกล่าว แนวคิดสำคัญคือการ “ดึงการดูแลสุขภาพกลับสู่ชุมชน” และทำให้ระบบแพทย์ปฐมภูมิมีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่ นโยบาย “พยาบาลอาสา 100,000 ตำแหน่ง” จึงถูกวางให้เป็นแกนกลางของการปรับระบบ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตำแหน่งงาน แต่เป็นการเติมคนจริงเข้าไปในโครงสร้างการดูแลสุขภาพระดับฐานราก คำว่า “พยาบาลอาสา” ในแนวคิดนี้ ไม่ได้หมายถึงวิชาชีพพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีทักษะในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ บุคลากรสาธารณสุขสาขาต่างๆ ไปจนถึงพยาบาลที่เกษียณแล้วและยังต้องการทำงาน คนกลุ่มนี้จะขึ้นทะเบียน ทำสัญญาการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 4 ปี และกระจายตัวลงสู่ระดับหมู่บ้าน โดยมีเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านมีพยาบาลอาสาอย่างน้อย 1 คน โดยมีค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท

Advertisement

การมีพยาบาลอาสาอยู่ในทุกหมู่บ้าน เปลี่ยนความหมายของระบบแพทย์ปฐมภูมิอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่การดูแลสุขภาพระดับต้นทางสิ้นสุดอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แม้ อสม.จะเป็นกำลังสำคัญของชุมชน แต่ก็มีข้อจำกัดด้านวิชาการและภาระงาน “พยาบาลอาสา” จะเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางการแพทย์กับชุมชน ทำงานประสานกับ อสม. รพ.สต. และโรงพยาบาล เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นระบบและต่อเนื่องมากขึ้น

สำหรับความความสำคัญของ “การพบแพทย์” นั้น แพทย์ปฐมภูมิไม่อาจพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคำตอบสำคัญของการเข้าถึงบริการ แต่ในมุมของแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย การดูแลสุขภาพยังต้องการ “มนุษย์” ที่เข้าไปพบปะ พูดคุย สังเกตอาการ และสร้างความไว้วางใจ พยาบาลอาสาจะเป็นผู้ที่เข้าไปถึงบ้าน พร้อมอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องตรวจน้ำตาลและไขมัน เพื่อประเมินสุขภาพอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงการรอให้ผู้ป่วยเดินทางมาหาแพทย์เมื่ออาการรุนแรงแล้ว

การมีบุคลากรด้านสาธารณสุขอยู่ในพื้นที่อย่างแท้จริง ยังเปิดโอกาสให้การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ไม่ใช่นโยบายแพคเกจเดียวจากส่วนกลาง ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่สามารถถูกนำมาพิจารณาและออกแบบมาตรการดูแลได้ตรงจุด ผ่านการทำงานร่วมกันของส่วนกลาง ท้องถิ่น และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่

ขอบเขตงานของพยาบาลอาสาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลผู้ป่วย แต่ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแล การติดตามผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ไปจนถึงการดูแลหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด เพื่อให้เด็กที่เกิดใหม่ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต แนวคิดนี้สะท้อนความเชื่อว่าการลงทุนด้านสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง คือการลดภาระค่าใช้จ่ายและปัญหาสุขภาพในระยะยาว

เมื่อการดูแลสุขภาพระดับชุมชนถูกเสริมให้แข็งแรงขึ้น ระบบการแพทย์ระดับทุติยภูมิและตติยภูมิก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โรงพยาบาลไม่ต้องแบกรับภาระผู้ป่วยที่สามารถป้องกันหรือดูแลได้ตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลก็สามารถทุ่มเททรัพยากรไปกับการรักษาที่ซับซ้อนและจำเป็นมากกว่า

จากฐานคิดเรื่องแพทย์ปฐมภูมิ นโยบายสาธารณสุขของ “พรรคภูมิใจไทย” จึงไม่ได้แยกขาดจากโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจ โดยมองว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองเป็นภาระเพียงอย่างเดียว แต่สามารถกลายเป็นโอกาสในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของสังคม ผ่านการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนการใช้ “พื้นที่ของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนภายใต้การเป็นหุ้นส่วนกับรัฐ รัฐถือครองที่ดิน เอกชนบริหารจัดการ และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี” เงื่อนไขสำคัญคือค่าบริการต้องอยู่ในระดับที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจึงไม่ใช่สถานที่ดูแลเฉพาะผู้มีรายได้สูง แต่เป็นโครงสร้างบริการที่รองรับผู้สูงอายุในทุกพื้นที่

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในแนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลแบบพักอาศัยระยะยาว แต่รวมถึงรูปแบบเดย์แคร์ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของครอบครัว คนวัยทำงานสามารถส่งผู้สูงอายุเข้ารับการดูแลในช่วงกลางวัน และรับกลับบ้านในช่วงเย็น ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลต่อเนื่องก็สามารถพักอาศัยในศูนย์ได้อย่างเหมาะสม

โครงสร้างนี้ช่วยลดความกังวลของคนวัยทำงานที่ต้องรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ มีสังคม และไม่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง การดูแลผู้สูงอายุจึงไม่ใช่ภาระส่วนบุคคล แต่กลายเป็นภารกิจร่วมของสังคม ควบคู่ไปกับการดูแล นโยบายยังให้ความสำคัญกับการสร้างบทบาททางเศรษฐกิจให้ผู้สูงอายุ ผ่านมาตรการส่งเสริมการจ้างงาน โดยให้เอกชนที่จ้างงานผู้สูงอายุสามารถนำค่าจ้างไปลดหย่อนภาษีได้สองเท่า และผู้สูงอายุที่มีรายได้ต้องเสียภาษีไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับการลดหย่อนภาษีทันที 50% มาตรการนี้ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิให้ผู้สูงอายุ ทำให้ยังมีงาน มีสังคม และยังคงมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ

นโยบายเหล่านี้สะท้อนมุมมองที่ไม่ต้องการให้สังคมสูงวัยกลายเป็นภาระ แต่ต้องการเปลี่ยนให้เป็นพลัง ขณะที่ระบบสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นหลักประกันด้านคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วยแล้ว

เมื่อโครงสร้างการดูแลสุขภาพระดับชุมชนถูกวางให้แข็งแรงผ่านพยาบาลอาสาและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ประเด็นถัดมาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ระบบสิทธิและงบประมาณ” ซึ่งเป็นแกนกลางของความยั่งยืนด้านสาธารณสุข นพ.เอกภพมองว่าปัญหาที่สะสมมานานไม่ได้อยู่ที่ตัวแนวคิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากแต่อยู่ที่วิธีการบริหารจัดการและโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณที่ค่อยๆ เบี่ยงเบนไปจากหลักการตั้งต้น ในเชิงหลักการ ระบบบัตรทองถูกออกแบบบนแนวคิดการเฉลี่ยความเสี่ยง คนป่วยและคนไม่ป่วยใช้ระบบเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติ เงินที่จัดสรรผ่านระบบเหมาจ่ายรายหัวกลับไม่สะท้อนต้นทุนจริงของการรักษา โรงพยาบาลจำนวนมากต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงกว่ารายรับ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ดูแลประชาชนจำนวนมากหรือรับผู้ป่วยซับซ้อน

ปัญหาหนึ่งที่ถูกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือการนำงบเงินเดือนบุคลากรไปผูกไว้กับงบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้โรงพยาบาลถูกหักงบตั้งแต่ต้นปี ก่อนจะเริ่มให้บริการจริง ส่งผลให้ไม่ว่าจะเป็นงบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน หรือแม้แต่งบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ก็ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน โรงพยาบาลต้องบริหารภายใต้ข้อจำกัดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ภารกิจด้านสุขภาพของประชาชนเพิ่มขึ้นทุกปี

แนวคิดในการแก้ไขจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบประมาณโดยรวม แต่คือการ “ทำให้เงินถึงมือโรงพยาบาลจริง” พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอให้แยกงบเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เพื่อให้เงินที่จัดสรรสำหรับการบริการถูกใช้ไปกับการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง การจัดการลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเชิงระบบ เพราะงบด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก็เคยถูกแยกออกจากเหมาจ่ายรายหัวมาแล้ว หากทำได้ เงินในระบบจะสะท้อนต้นทุนการบริการมากขึ้น และโรงพยาบาลจะมีเสถียรภาพทางการเงินมากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือโครงสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มองว่าผู้ให้บริการและบุคลากรทางการแพทย์ควรมีบทบาทในกลไกตัดสินใจมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและนโยบายสะท้อนสภาพความเป็นจริงของการทำงานในหน่วยบริการ การปรับโครงสร้างเช่นนี้ไม่ใช่การลดทอนสิทธิของผู้รับบริการ แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพการบริการและความยั่งยืนของระบบ

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความพยายามในการยกระดับแพทย์ปฐมภูมิ หากฐานรากของระบบแข็งแรง โรงพยาบาลระดับสูงจะไม่ต้องแบกรับผู้ป่วยที่สามารถป้องกันหรือดูแลได้ตั้งแต่ต้นทาง งบประมาณที่มีอยู่ก็จะถูกใช้กับการรักษาที่จำเป็นและซับซ้อนมากขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการไล่ตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในระดับการรักษาเฉพาะทาง นโยบายสาธารณสุขยังคงให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม นพ.เอกภพมองว่า การรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคมะเร็งหรือโรคไต ไม่ควรถูกจำกัดด้วยพื้นที่หรือฐานะทางเศรษฐกิจ แนวคิด “รักษาทุกที่” และการกระจาย
ศูนย์รักษาออกไปสู่ภูมิภาคจึงยังเป็นแกนสำคัญ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกลหรือรอคิวนานจนกระทบคุณภาพชีวิต

ในกรณีของโรคไต นโยบายฟอกไตฟรีทุกวิธีถูกมองว่าเป็นหลักประกันด้านศักดิ์ศรีของผู้ป่วย เพราะโรคไตไม่ใช่โรคที่เลือกได้ การเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่องคือปัจจัยชี้ขาดระหว่างชีวิตและความสูญเสีย การขยายการเข้าถึงการผ่าตัดเปลี่ยนไตและการกระจายบริการจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ

การพัฒนาบริการการแพทย์ระดับสูงในโรงพยาบาลศูนย์และโรงเรียนแพทย์ก็ถูกมองว่าเป็นอีกเสาหลักหนึ่งของระบบ ไม่ใช่เพียงเพื่อรองรับผู้ป่วยไทย แต่ยังเป็นฐานในการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และงานวิจัย ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการรักษาในระยะยาว เมื่อระบบฐานรากและระบบการรักษาขั้นสูงเดินไปพร้อมกัน ระบบสาธารณสุขโดยรวมจึงจะมีความสมดุล

นโยบายด้านสาธารณสุขในมุมมองของ “พรรคภูมิใจไทย” เชื่อมโยงไปสู่มิติของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมองว่าการดูแลผู้สูงอายุและการพัฒนาบริการสุขภาพไม่ควรถูกมองเป็นภาระงบประมาณเพียงด้านเดียว แต่สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ หากออกแบบโครงสร้างอย่างเหมาะสม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่กระจายตัวทั่วประเทศไม่เพียงรองรับผู้สูงอายุไทย แต่ยังสามารถรองรับผู้สูงอายุจากต่างประเทศที่ต้องการเข้ารับการดูแลในประเทศไทย

นอกจากนั้น บริการดูแลผู้สูงอายุสำหรับชาวต่างชาติถูกมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศโดยตรง ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ค่าครองชีพ และคุณภาพบริการ หากสามารถออกแบบระบบที่ไม่กระทบสิทธิของคนไทย ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสุขภาพและเศรษฐกิจสีเงิน หรือ Silver Economy ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

ในภาพรวม นโยบายเหล่านี้สะท้อนความพยายามในการเชื่อม “สุขภาพ” เข้ากับ “เศรษฐกิจ” โดยไม่ละทิ้งหลักการคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน การสร้างงานให้ผู้สูงอายุ การเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว และการหมุนเวียนเงินในระบบ ล้วนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิต หากระบบถูกออกแบบให้เกื้อหนุนกันอย่างเหมาะสม

เมื่อมองย้อนกลับไปที่โจทย์ตั้งต้นของประเทศ การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่รัฐต้องตัดสินใจคือจะปล่อยให้สังคมสูงวัยกลายเป็นภาระที่กดทับระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุข หรือจะปรับโครงสร้างให้สังคมสูงวัยยังคงเป็นพลังหนึ่งของประเทศ โดยนโยบายสาธารณสุขในแนวคิดของพรรคภูมิใจไทยเลือกอย่างชัดเจนในทางหลัง

ภาพของระบบสุขภาพที่ถูกวาดขึ้นจึงไม่ใช่ระบบที่รอรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นระบบที่เข้าไปดูแลตั้งแต่บ้าน ชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน และสถานดูแลผู้สูงอายุ เป็นระบบที่มี “คนจริง” ทำงานควบคู่กับเทคโนโลยี เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันพอๆ กับการรักษา และเป็นระบบที่เชื่อมโยงสุขภาพเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างแยกไม่ออก

ในท้ายที่สุด เป้าหมายของนโยบายสาธารณสุขชุดนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนเตียงในโรงพยาบาล แต่คือการทำให้คนไทยทุกช่วงวัยรู้สึกมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยทำงาน วัยสูงอายุ หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ หากระบบสามารถดูแลประชาชนได้ตั้งแต่ต้นทาง ลดความเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ทุกคนยังมีคุณค่าในสังคม ระบบสาธารณสุขก็จะไม่ใช่ภาระของประเทศ แต่จะกลายเป็นรากฐานของความมั่นคงในระยะยาว