3 พรรคใหญ่หนุนแก้รธน. ชี้ต้นตอปัญหาปชต.-คอร์รัปชัน ส่วน 3 เสียงค้าน เตือนเปิดช่องนักการเมือง-ต่างชาติแทรกแซง

21.01.26 | 11:29 น.

‘จาตุรนต์’ เปิดเวทีดีเบต ‘เห็นชอบ’ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ รธน.ปัจจุบันมีปัญหา ไม่ตอบโจทย์ปชน. ‘นพ.วรงค์’ ชี้ รธน.ปกป้องสถาบันดี แต่อ่อนกระจายอำนาจ ด้าน ‘เจษฎ์’ วิจารณ์การเมืองไทยโสมมตั้งแต่หาเสียง ซัดข้อเสนอแก้ รธน.ขาดความรู้ ‘ภท.-ปชน.’หนุนแก้รธน. ชี้ต้นตอปัญหาประชาธิปไตย-คอร์รัปชันไทย ‘พิสิษฐ์’ แจงไม่ขวางแก้ รธน. แต่ค้านร่างภาคประชาชน ชี้ลดอำนาจตรวจสอบ-กระทบ ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 ‘The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย’ เปิดเวทีสาธารณะประชันโยบายวิสัยทัศน์ โดยมีพรรคการเมืองต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 09.00 น. ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ และประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนจับจองที่นั่งล่วงหน้าทยอยเดินทางเข้าร่วมอย่างคึกคัก โดยมีผู้บริหารในเครือมติชนให้การต้อนรับ นำโดย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก.มติชน, นายสุพัด ทีปะลา บรรณาธิการบริหาร กอง บก.มติชน, นายสุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร์ บรรณาธิการ กอง บก.มติชนสุดสัปดาห์, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บมจ. มติชน เป็นต้น

สำหรับงานในวันนี้ ประกอบด้วย 4 เวที ตลอดวัน ทั้งเช้า-บ่าย ดังนี้

เริ่มจากเวลา 09.15–10.30 น. เวทีที่ 1 ‘ประชามติ รัฐธรรมนูญ จุดเปลี่ยนอนาคต?’ โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย, นายนิกร จำนง ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี, นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ, นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา

@จาตุรนต์ เปิดเวทีดีเบต “เห็นชอบ” รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ รัฐธรรมนูญ 60 มีที่มาจากรัฐประหารยิ่งตอกย้ำ: ประชามติไม่เสรี-โครงสร้างองค์กรอิสระบิดเบือน-คอร์รัปชันพุ่ง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ขึ้นพูดเป็นคนแรกในเวทีดีเบต “HE REAL POLITICS “ทางแพร่งประเทศไทย”  ในหัวข้อ ประชามติรัฐธรรมนูญ : จุดเปลี่ยนอนาคต ชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร ประชามติไม่เสรีเหมือน “มัดมือชก” ผ่านมา 8 ปีสิทธิประชาชนถูกจำกัดด้วยคำว่า “ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ขณะที่องค์กรอิสระและระบบ สว. ที่ไม่ยึดโยงประชาชนกลับมีอำนาจเหนือฝ่ายเลือกตั้ง ทำให้การตรวจสอบทุจริตเพี้ยน คอร์รัปชันพุ่ง ภาษีรั่วไหล และนโยบายเพื่อประชาชนเดินหน้าได้ยาก

Advertisement

นายจาตุรนต์ ระบุว่า เรามีความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตั้งแต่ตอนร่าง ทั้งที่มาและเนื้อหา เมื่อผ่านไป 8 ปี ตอนนี้กำลังจะเข้าปีที่ 9 ก็ยิ่งเห็นชัดว่าปัญหาทั้งสองนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก คณะรัฐประหารเขียนขึ้นโดยที่ไม่ได้ฟังความเห็นประชาชน ประชามติที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เสรี จนกระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้ การทำประชามตินั้นจึงอยู่ในสภาพที่มัดมือชก ทำให้ประชาชนจำต้อง กา เห็นชอบไปในคราวนั้น ส่วนเนื้อหา ผ่านมา 8 ปีจะเห็นได้ชัดว่า มีปัญหาในเรื่องใหญ่หลายด้าน

“ที่สำคัญที่สุดคือสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัด เปลี่ยนไปเป็นหน้าที่ของรัฐ การกระจายอำนาจไม่มีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 และปัจจุบันมีอำนาจอธิปไตยที่ 4 คือองค์กรอิสระ แต่การถ่วงดุลตรวจสอบไม่เป็นไปตามในระบอบประชาธิปไตย คือองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่เชื่อมโยงกับประชาชน กลับมีอำนาจตรวจสอบกำกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อมโยงกับประชาชน” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ ยังย้ำว่าการตรวจสอบป้องกันการทุจริตมีปัญหาอย่างมาก เนื่องจากองค์กรที่ทำหน้าที่นี้มีสังกัดมาตั้งแต่สมัย คสช. แล้วมาจนปัจจุบันเราได้ สว. ที่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีที่มาเป็นสีใดสีหนึ่ง เป็นผลให้การตั้งองค์กรอิสระมีปัญหามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การคอร์รัปชันจึงพุ่งสูง ดัชนีคอร์รัปชันของประเทศไทยแย่ลง ๆ ถ้าไม่แก้โครงสร้างนี้ จะมีผลทำให้ภาษีอากรของประชาชนมากมายที่เสียไป กลายเป็นเข้ากระเป๋าใครไปก็ไม่รู้ นโยบายต่าง ๆ ทำได้ยาก

@จาตุรนต์ชี้ “ล้างไพ่คดีการเมือง” ไม่ได้มาจากแก้ รธน.-แต่เกิดขึ้นแล้วจากเกม สว.สีเดียวคุมองค์กรอิสระ

“เมื่อมีบารมีมาก ๆ แบบนี้ การที่จะไปทำให้คดีที่มีอยู่ลดความหนักแน่นลงไป จะไปยื่นฟ้องก็กลายเป็นชะลอไว้ ต่อมาคดีใหญ่ ๆ เงียบหายไป นี่คือเรื่องที่เชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยให้รัฐธรรมนูญนี้ยังอยู่ โครงสร้างแบบนี้ยังอยู่ นั่นแหละคือการที่จะเกิดการล้างไพ่คดีการเมืองที่มีอยู่”

นายจาตุรนต์ยังทิ้งท้ายว่า จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ ไม่อยู่ภายใต้สังกัด โดยสังกัดเดิมคือสังกัด คสช. ตอนนี้อวค์กรอิสระสังกัดกลุ่มการเมือง จึงต้องแก้โครงสร้างนี้ ให้ประชาชนตรวจสอบคดีต่าง ๆ ได้ การล้างไพ่คดีการเมืองจะได้ไม่เกิดขึ้น ในทางกลับกันหากยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยิ่งส่งผลให้ล้างไพ่คดีการเมือง

@‘นพ.วรงค์’ ชี้ รธน.ปัจจุบันมีจุดแข็งปกป้องสถาบัน แต่ยังมีจุดอ่อนใหญ่ การกระจายอำนาจ–กลไกถ่วงดุลไม่เป็นประชาธิปไตย

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยภักดี กล่าวว่า หลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือการให้ความสำคัญกับ “สิทธิและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย” ควบคู่กัน ซึ่งมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสร้างชาติ และเป็นรากฐานของประชาธิปไตยในบริบทของสังคมไทย

“การเน้นเรื่องสิทธิควบคู่กับหน้าที่ เป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างชาติ และเป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” นพ.วรงค์กล่าว

พร้อมกันนี้ยังย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถือเป็นฉบับที่สามารถปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคไทยภักดีให้ความสำคัญมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมี “จุดด้อยและจุดบกพร่อง” หลายประการที่ควรได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะในประเด็นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องสิทธิ หน้าที่ และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างของอำนาจอธิปไตยและกลไกการถ่วงดุลตรวจสอบ โดยระบุว่า การถ่วงดุลอำนาจระหว่าง 3 ฝ่าย คือฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ยังไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยทั่วไป

“องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน กลับมีอำนาจในการตรวจสอบ กำกับ หรือควบคุมองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง และเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่า” นพ.วรงค์กล่าว และว่า โครงสร้างดังกล่าวส่งผลให้ระบบถ่วงดุลอำนาจขาดความสมดุล และอาจไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยในสากล

ขณะเดียวกัน นพ.วรงค์ยังกล่าวถึงประเด็นการตรวจสอบและการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า กลไกที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นพ.วรงค์เห็นว่า การแก้ไขหรือพัฒนารัฐธรรมนูญในอนาคต ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาจุดแข็งที่มีอยู่ ขณะเดียวกันต้องกล้าที่จะแก้ไขจุดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องการกระจายอำนาจ การถ่วงดุลอำนาจ และกลไกการตรวจสอบ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

@ไทยภักดีชี้ ฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์นักการเมือง เสี่ยงแทรกแซงจากต่างชาติ

นพ.วรงค์  ในฐานะผู้แสดงจุดยืนชัดเจนไม่เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ กล่าวว่า การที่จะทำประชามติเรื่องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ เขาย้ำว่าถ้าพี่น้องเห็นชอบเมื่อไหร่ เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกฉีกทิ้งทันที เราจะยอมปล่อยให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผลตามที่เขากล่าวอ้างหรือไม่

นพ.วรงค์ระบุว่า ฝ่ายที่ต้องการจัดทำฉบับใหม่ล้วนมีแผลทั้งสิ้น พรรคการเมืองบางพรรคโกงแล้วถูกถอดถอน นายกฯ ถูกถอดถอนมา 2 คน รองประธานสภาแปรญัตติเอางบไปใส่พื้นที่ตัวเอง แล้วต้องการจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองบางพรรคถูกยุบพรรค แล้วจะฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ

“ผมย้ำว่าปัญหารัฐธรรมนูญมันสามารถแก้ไขได้ ที่ผ่านมาพวกท่านก็เคยแก้ไขมาแล้ว จากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ ตรงนี้มีนัยว่าอะไรที่เป็นปัญหามันแก้ไขได้ และท่านแก้เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองทั้งสิ้น หลายคนอาจอ้างว่าเป็นผลพวงรัฐประหาร ผมถามพี่น้องว่าท่านแจงสาระได้ไหม? ท่านสามารถร่วมมือกันแก้ไขได้เพราะพวกท่านมีเสียงเยอะอยู่แล้วในสภา ทำไมต้องทำให้ประเทศชาติเสียเงินหมื่นกว่าล้านเพื่อร่างใหม่ โดยที่หน้าตาฉบับใหม่จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ เหมือนอยู่ดีๆ จะรื้อบ้านทิ้งโดยที่แปลนบ้านใหม่ยังไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน” นพ.วรงค์กล่าว

นพ.วรงค์ยังกล่าวอีกว่า นักการเมืองไทยมักง่ายเกินไป เอาแต่ได้ ที่มาอ้างว่าเป็นผลพวงรัฐประหาร ตัวท่านเองก็เป็นผลไม้พิษ ท่านยิ่งไม่มีความชอบธรรมมาพูด เพราะท่านคือผลพวงที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน

ประเด็นสำคัญคือ แก้ได้ ร่วมมือกันได้ แต่ควรแก้เป็นรายมาตราเพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าสิ่งใหม่คืออะไร แต่ถ้าฉีกทิ้งเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการยัดไส้หรือทำลายกระบวนการตรวจสอบหรือไม่ และที่สำคัญ เราต้องไม่ยอมให้ NGO ที่รับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ นี่คือจุดอันตราย หลายประเทศกลียุค เกิดสงครามกลางเมืองเพราะสิ่งนี้ อย่าตัดสินใจบนความรู้สึก

@‘เจษฎ์ โทณะวณิก’ วิจารณ์การเมืองไทยโสมมตั้งแต่หาเสียง ซัดข้อเสนอแก้ รธน.มั่ว ขาดความรู้ ชี้ 2475 จุดเริ่มล้มล้างสถาบัน

นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เริ่มต้นด้วยการสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวต่อการเมืองไทย โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าการเมืองจะมีความ “โสมม” ถึงขนาดนี้ แต่เมื่อได้เข้ามามีส่วนร่วมและติดตามอย่างใกล้ชิด กลับพบว่าความสกปรกเริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการหาเสียงเลือกตั้ง

“ผมไม่เคยมาทำงานแบบที่คนเขาปรามาสตัวแทน แต่พอได้เข้ามาจัดการ ก็พบความโสมมตั้งแต่การหาเสียงเลย” นายเจษฎ์กล่าว

จากนั้น นายเจษฎ์กล่าวถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า มองว่าการกระทำของคณะราษฎรเป็น “การปฏิวัติรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุดในแผ่นดินนี้” เนื่องจากเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และล้มล้างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)

นายเจษฎ์ ยังวิจารณ์แนวคิดประชาธิปไตยที่อ้างอิงจากประกาศคณะราษฎร โดยมองว่าเป็นแบบอย่างที่เริ่มต้นจากการโกหก และเป็นการเหยียบย่ำสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมตั้งคำถามต่อความพยายามของบางฝ่ายที่ต้องการนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาเป็นต้นแบบอีกครั้ง

“แบบอย่างประชาธิปไตยในประกาศคณะราษฎรที่ไปเหยียบย่ำสถาบันฯ เลวร้ายสารพัด และยังจะเอามาเลียนแบบอีก เพราะมันเริ่มต้นมาจากการโกหก” นายเจษฎ์กล่าว

ในประเด็นรัฐธรรมนูญ นายเจษฎ์ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการบัญญัติเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ระบุว่ารัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

“ไปเปิดดูในเอกสารสิครับ หมวด 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น มีเขียนไว้ชัดเจน จะบอกว่าไม่มีได้อย่างไร” นายเจษฎ์กล่าว

นอกจากนี้ นายเจษฎ์ยังวิจารณ์อย่างหนักต่อกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าเป็นการแก้ไขด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจโครงสร้างและหลักการทางกฎหมาย ทำให้เนื้อหาที่เสนอขาดสาระและไม่เป็นสากล

เขาระบุว่า การเขียนแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมีลักษณะ “สับเบอร์ สลับหมวด สลับหลักการ” จนทำให้หมวดการปกครองส่วนท้องถิ่นกลายเป็นบทบัญญัติที่ดู “ตลก” ในสายตาของตนเอง พร้อมตั้งคำถามถึงความรู้พื้นฐานของผู้เสนอแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่างโครงสร้าง “ส่วน” และ “กรม” ในระบบราชการ

“แก้ด้วยความส่งเดช แก้กันแบบมั่วไม่เป็นสับปะรด หมวดท้องถิ่นกลับกลายเป็นบทบัญญัติที่ตลกที่สุดในโลกใบนี้” นายเจษฎ์กล่าว

ในช่วงท้าย นายเจษฎ์ โต้แย้งข้ออ้างที่ระบุว่าหากไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม โดยเห็นว่า ปัญหาความแตกแยกไม่ได้อยู่ที่การไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่การเสนอแก้ไขโดยขาดความรู้และความจริงใจ

นายเจษฎ์ย้ำว่า พรรครักชาติยืนยันที่จะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญและการเมืองด้วยความจริง และเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายใด ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อประเทศ ไม่ใช่การแก้ไขเพียงเพื่อสร้างกระแสทางการเมือง

นายเจษฎ์ ในฐานะอดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ไม่เคยมาทำงานภาคการเมืองและไม่เคยคิดว่าจะโสมมขนาดนี้ แต่พอได้เข้ามาเอง กลับพบความโสมมตั้งแต่การหาเสียง ซึ่งที่พรรครักชาติมีเพลงของ อาอาภาพร นครสวรรค์ บอกให้ ‘เลิกดัดจริต’

“ถ้าท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาจากการรัฐประหาร งั้นเลิกประชาธิปไตยของพวกท่านไปซะเถอะครับ คณะราษฎร 2475 ปฏิวัติรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุด ล้มล้างสถาบันฯ ล้มล้างรัชกาลที่ 7 แบบอย่างประชาธิปไตยที่คณะราษฎรประกาศไว้ในฉบับที่ 1 ก็ต้องเลิกสิครับ เพราะเริ่มต้นมาจากการปฏิวัติรัฐประหารเหมือนกัน” นายเจษฎ์กล่าว

ส่วนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการรับฟังความคิดเห็น ผมเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ ตั้งแต่ชุดอาจารย์บวรศักดิ์ จนมาถึงชุดอาจารย์มีชัย มีรับฟังความคิดเห็นจนทั่วประเทศ พร้อมบอกให้ไปเปิดดูเอกสารได้เลย อย่ามาโกหกประชาชน

ส่วนที่บอกว่าการปกครองท้องถิ่นไม่มี นายเจษฎ์ระบุว่า จะไม่มีได้อย่างไร เมื่อหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่ และเนื้อหาแทบจะเหมือนปี 2540 ทุกประการ

ส่วนที่บอกว่าแก้ไม่ได้ แล้วตอนที่แก้จากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ ใครแก้ครับ? สุนัขคาบกระดาษมาแล้วกลายเป็นเอกสารหรือยังไง? ท่านแก้ด้วยความสิ้นคิด แก้ไม่เป็น จนทำให้เบอร์พรรคกับเบอร์เขตต่างกันวุ่นวาย เขียนรัฐธรรมนูญไม่เป็นแล้วยังจะมาอ้างอีก

“ที่บอกว่าหมวด 1 และหมวด 2 จะไม่แตะ จะไม่แตะได้ยังไง พรรคของพวกท่านพูดเรื่องแบ่งแยกดินแดน พูดเรื่องจะแก้หมวด 1 หมวด 2 คสช. เขาแก้หมวด 1-2 เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมคนมาใหม่ไม่ขอสมาทานการหาเสียงแบบพวกท่าน เลวก็ว่าเลว ดีก็ไม่ต้องชมครับ” นายเจษฎ์กล่าว

@‘พิสิษฐ์ ’ แจงไม่ขวางแก้ รธน. แต่คัดค้านร่างภาคประชาชน ชี้ลดอำนาจตรวจสอบ–กระทบ ป.ป.ช.

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าวุฒิสภาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตนเองขอยืนยันว่า การคัดค้านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรวม หากแต่เป็นการไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างที่เสนอ

“ผมยืนยันเลยนะครับว่าผมไม่ได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายพิสิษฐ์กล่าว

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวถึงจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะกลไกการตรวจสอบการทุจริตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทโดยตรง ผ่านบทบัญญัติในมาตรา 234 ถึง 237 ซึ่งกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เขาระบุว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระและข้าราชการได้ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าชื่อรวบรวมรายชื่อจำนวนมาก หากพบพฤติการณ์ทุจริตก็สามารถนำหลักฐานไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ได้โดยตรง
“ประชาชนไม่ต้องเข้าชื่อด้วยซ้ำไป ถ้าเห็นว่ามีการทุจริต ก็เอาหลักฐานไปยื่น ป.ป.ช. ได้เลย นี่คือข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้” นายพิสิษฐ์กล่าว

ในส่วนของการตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. เอง นายพิสิษฐ์ระบุว่า รัฐธรรมนูญก็มีกลไกกำกับดูแลไว้แล้ว โดยต้องดำเนินการตามมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนที่เข้าชื่อกันตามเกณฑ์ สามารถยื่นเรื่องเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ได้ จึงเห็นว่าระบบการตรวจสอบมีความครบถ้วนอยู่แล้ว

นายพิสิษฐ์ตั้งคำถามต่อเจตนาของผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดอำนาจการตรวจสอบการทุจริต และการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยตั้งข้อสงสัยว่าการแก้ไขดังกล่าวตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในประเด็นใด

“ทำไมเขาอยากแก้ประเด็นนี้? ประชาชนเดือดร้อนตรงไหน? เดือดร้อนอย่างไร?” นายพิสิษฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่อาจนำไปสู่การลดอำนาจของ ป.ป.ช. และกลไกการตรวจสอบการทุจริต

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ที่ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จึงมีหน้าที่ต้องพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ

เขาเห็นว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการศึกษารายละเอียดอย่างถี่ถ้วน หากยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอ ก็ไม่ควรเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณา

“ก่อนที่จะแก้ ก่อนที่จะมาเสนอเนี่ย ให้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ถ้าอ่านไม่ละเอียด อย่าเสนอมาเลยครับ” นายพิสิษฐ์กล่าว

ในช่วงท้าย นายพิสิษฐ์สรุปจุดยืนว่า ไม่สามารถยอมรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนได้ โดยมองว่าร่างดังกล่าวมีปัญหาเชิงโครงสร้างและเนื้อหาที่สับสน โดยเฉพาะในหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเขาเห็นว่าเขียนมาอย่างไม่เป็นระบบ

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมดูแล้ว เขียนรายละเอียดไม่เป็น มั่วสับเบอร์ สับหลักการไปหมด” นายพิสิษฐ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ร่างดังกล่าวไม่น่าจะผ่านความเห็นชอบในสายตาของตน

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ระบุว่า ตนเองไม่ได้ปิดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต แต่เห็นว่าการปรับปรุงกฎหมายสูงสุดของประเทศควรดำเนินการอย่างรอบคอบ ตั้งอยู่บนหลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง และไม่ควรลดทอนกลไกการต่อต้านการทุจริตที่มีอยู่แล้ว

@สว.พิสิษฐ์ ย้ำกลไกตรวจสอบที่มีอยู่จริงและจริยธรรมที่เข้มข้น

นายพิสิษฐ์ ในฐานะผู้ที่เคยอภิปรายสงวนความเห็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ระบุว่า ตนเป็นคนเดียวที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ และไม่มีสี จากที่ฝั่งเห็นชอบบอกว่า สว. เป็นตัวขัดขวางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เขายืนยันว่าไม่มีเจตนาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยชี้ให้ห็นถึงข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันพร้อมเหตุผล ดังนี้

1.ประชาชนมีอำนาจตรวจสอบองค์กรอิสระจริง: มาตรา 234-237 เกี่ยวกับหน้าที่ ป.ป.ช. ประชาชนไม่ต้องล่ารายชื่อด้วยซ้ำ ถ้าเห็นการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านเอาหลักฐานไปยื่น ป.ป.ช. ได้เลย

2.การถ่วงดุล: การจะตรวจสอบ ป.ป.ช. เอง ก็มีมาตรา 236 คือให้ สส. หรือ สว. 1 ใน 5 หรือประชาชน 20,000 รายชื่อ ยื่นถอดถอน ป.ป.ช. ได้ มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอยู่แล้ว

3.สิ่งที่นักการเมืองกลัว: สิ่งที่นักการเมืองกลัวที่สุดคือคำว่า ‘ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์’ และ ‘การไม่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง’ ทำไมเขาอยากแก้? เพราะเขาอยากแก้ประเด็นนี้ใช่ไหม? ประชาชนเดือดร้อนตรงไหนที่ถูกจำกัดสิทธิ? ช่วยบอกเหตุผลหน่อย

4.ความชอบธรรม: จะไม่ยินยอมให้แก้หมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ สส. และ สว. คือตัวแทนปวงชนชาวไทยตามมาตรา 114 ใครคิดจะแก้ขอกลับไปอ่านให้ดีๆ

5.เสรีภาพการพูด: ที่บอกว่าไม่ควรติดคุกเพราะคำพูด คำนี้พูดไม่หมด ต้องบอกว่า ‘ไม่ควรติดคุกเพราะคำพูด หากไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย’ เพราะกฎหมายอาญาเรื่องหมิ่นประมาทก็คือคำพูด

“8 กุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตาม ผมขอให้ประชาชนโหวต ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ” สว.พิสิษฐ์กล่าว

@พรรคภูมิใจไทย หนุนแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 หมวด 2

นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ.ประชามติ ให้มุมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาจากความผิดปกติและแก้ไขยากเกินไป ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยตั้งใจที่จะแก้ไขทั้งฉบับ เหตุผลคือ

ประเด็นแรก เรื่องที่มา มาจากรัฐประหาร ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ต้นทางกำเนิด เราเป็นประเทศประชาธิปไตย เราจะอยู่กับรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ได้ ในอดีตเราเคยมีฉบับประชาชน (ปี 40) ดังนั้นต้องกลับไปหาประชาชน

ประเด็นที่สอง เรื่องเนื้อหา: สภาชุดที่ 25 เคยตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาทั้งฉบับ (ซึ่งผมอยู่ในนั้น) พบว่าหมวด 1 และหมวด 2 ไม่มีประเด็นแก้ไขเพราะไม่มีปัญหาอะไร แต่หลังจากนั้นอีก 14 หมวด มีปัญหาทุกหมวด ทั้งเรื่องเสรีภาพประชาชน การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่มีคำนี้ปรากฏเลยแม้แต่คำเดียว ระบบสภา และการดำเนินงานต่างๆ สรุปคือต้องแก้ทั้งฉบับเพื่อแก้เชิงกลไก

ประเด็นที่สาม การแก้ไขที่ทำไม่ได้จริง: รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาเพื่อให้แก้ไม่ได้เลย ล็อกไว้หนาแน่นมาก แต่ประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญกลับล็อกไม่ให้แก้ กลไกตรงนี้จึงเป็นปัญหา จำเป็นต้องแก้ให้ได้ตามสมควร

ประเด็นที่สี่ กระบวนการร่าง: ตอนที่ กรธ. ทำไม่ได้ฟังความเห็นประชาชนเลย ตั้งคณะกรรมการกันเอง ฟังเสียงประชาชนน้อยมาก ตอนทำประชามติแม้ฝ่ายชนะจะได้คะแนนมากกว่าแต่ก็มีความโต้แย้งกันขนานใหญ่ เพราะชนะกันไม่มาก ประชาชนส่วนหนึ่งยังคับข้องใจ

“ข้อสรุปพรรคภูมิใจไทยคือ จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ โดยยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 แล้วไปฟังเสียงประชาชนเพื่อลำดับความสำคัญของปัญหาใหม่” นายนิกรล่าว

@ปชน.ชี้รัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือโอกาสที่การเมืองจะตอบโจทย์ประชาชน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ในฐานะผู้เคลื่อนไหว รณรงค์ประชามติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีระบบที่ไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตยและการทุจริตเรื้อรัง

โดยอยากชวนทุกคนถามตัวเองว่าตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา พอใจกับระบบการเมืองนี้หรือไม่? พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันนำพาประเทศไปสู่ระบบที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลงและทุจริตเรื้อรัง โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังนี้

1.ประชาธิปไตยอ่อนแอ: สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชนน้อยลง มี ‘สส.งูเห่า’ ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน มี สว. ที่มีอำนาจสูงมากแต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ขยายขอบเขตอำนาจแต่ขาดความยึดโยงกับประชาชน ในมุมหนึ่งสิทธิเสรีภาพได้รับการคุ้มครองน้อยลง มีผู้ปกครองที่ต้องควรักเงินจ่านยให้ลูกหล่านได้มีการศึกษาที่มีคุณภาพ โครงการในพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชนพอเป็นพิธี มีนักวิชาการและสื่อถูกทุนใหญ่ฟ้องปิดปาก

2.การปราบโกงล้มเหลว: เคลมว่าเป็นฉบับปราบโกง แต่ดัชนีคอร์รัปชันไทยตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี เพราะประชาชนตรวจสอบองค์กรอย่าง กกต., สตง., ป.ป.ช. ไม่ได้เหมือนอดีต

3.การครอบงำ: องค์กรอิสระเสี่ยงต่อการถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญระบุให้ สว. (ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) เป็นคนชี้ขาดเลือกคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรอิสระเหล่านั้น ถ้า สว. ไปตั้งคนเข้าไปในองค์กรอิสระ แล้วคนเหล่านั้นจะกล้าตรวจสอบกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนเขามาหรือไม่ หากกลุ่มนั้นเป็นรัฐบาล

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ได้ทำให้การค้าขายดีขึ้นทันที ไม่ได้ทำให้การโกงหมดไปจากประเทศนี้ทันที แต่มันคือโอกาสที่จะร่วมกันออกแบบระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชน เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และปราบโกงได้จริงมากกว่าเดิม 8 กุมภาพันธ์นี้ กาเห็นชอบครับ”